ฤดูร้อนของประเทศญี่ปุ่นใครๆก็นึกถึง “ฮอกไกโด” จริงหรือไม่..?? เหตุผลที่นิยมเที่ยวฮอกไกโดฤดูร้อนเพราะทุ่งลาเวนเดอร์เป็นเอกลักษณ์และมีชื่อเสียงมากที่สุดในช่วงนี้  จึงมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวกันเยอะแยะไปหมด นอกจากดอกลาเวนเดอร์ที่เป็นจุดเชิญชวนนักท่องเที่ยวแล้วยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆอีกมากมาย ที่ทางเราจัดเป็นเส้นทาง ขับรถเที่ยวฮอกไกโด ให้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของท่าน ไปดูกันเล๊ย…….

วันที่ 1  ออกจากสนามบิน Chitose

 สนามบิน Chitose >>> ขับรถประมาณ 53 นาที <<< หมู่บ้านดาเตะจิไดมุระ >>>  ขับรถประมาณ 12 นาที  <<< หุบเขานรกจิโงคุดานิ >>> ขับรถประมาณ 1 ชั่วโมง 47 นาที <<< นอนพัก Yubari

วันที่ 2 ออกจากที่พักแถว Yubari

ที่พักแถว Yubari >>> ขับรถประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที <<< โรงงานผลิตชีส >>> ขับรถประมาณ 21 นาที <<< ฟาร์มโทมิตะ >>> ขับรถประมาณ 32 นาที <<< บ่อน้ำสีฟ้า >>> ขับรถประมาณ 1 ชั่วโมง 28 นาที <<< นอนพัก Kamikawa

วันที่ 3 ออกจากที่พักแถว Kamikawa 

ที่พักแถว Kamikawa >>> ขับรถประมาณ 6 นาที <<< พิพิธภัณฑ์น้ำแข็ง >>> ขับรถประมาณ 41 นาที <<< สวนสัตว์อาซาฮิยาม่า >>> ขับรถประมาณ 15 นาที <<< หมู่บ้านราเมน >>> ขับรถประมาณ 1 ชั่วโมง 57 นาที <<< หอนาฬิกา >>> ขับรถประมาณ 3 นาที <<<นอนพัก Sapporo

วันที่ 4 ออกจากที่พักแถว Sapporo

ที่พักแถว Sapporo >>> ขับรถประมาณ 43 นาที <<< คลองโอตารุ >>>ขับรถประมาณ 4 นาที <<< นาฬิกาไอน้ำโบราณ >>> เดิน 1 นาที <<< พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี >>> ขับรถประมาณ 45 นาที <<< ย่านทานุกิ >>> ขับรถประมาณ 54 นาที <<< กลับสนามบิน CHITOSE AIRPORT

ด้านล่างนี้เป็นข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวที่จะไปกัน…….😍🚗

หมู่บ้านดาเตะจิไดมุระ

หมู่บ้านดาเตะจิไดมุระ (Noboribetsu Date Jidaimura)

          พาทุกท่านย้อนไปสู่เมืองโบราณสมัยเอโดะ ภายในหมู่บ้านมีการจัดแสดงโชว์นินจา รวมถึงละครย้อนยุคแนวคอมเมดี้ ให้ทุกท่านได้สนุกเพลิดเพลิน ไปกับโชว์ พร้อมกับซึมซับบรรยากาศการจำลองบ้านเมืองและวัฒนธรรมของญี่ปุ่นสมัยนั้น ซึ่งท่านยังสามารถเช่าชุดกิโมโน หรือชุดนินจาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีผู้คนแต่งตัวเป็นพ่อค้า ซามูไร นินจา เดินไปมา สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือน และมีการแสดงวัฒนธรรมแบบชาวเอโดะให้ทุกท่านได้ชมกัน 

หุบเขานรกจิโงคุดานิ

หุบเขานรกจิโงคุดานิ (Jigokudani noboribetsu )

          ถือเป็นแหล่งกำเนิดออนเซนดีที่สุดบนเกาะฮอกไกโด โดยที่นี่มีทั้งบ่อโคลน และ บ่อน้ำร้อนที่เดือดตามธรรมชาติกระจายไปทั่วบริเวณให้ความรู้สึกเหมือนนรกที่มีควันร้อนๆจากกระทะทองแดงออกมาอยู่ตลอดเวลา ทำให้หุบเขาเเห่งนี้มีชื่อเรียกกันติดปากในหมู่ชาวญี่ปุ่นว่า “หุบเขานรก” โดยจะมีจุดเด่นอยู่ที่การมีเเร่ธาตุกำมะถันในปริมาณที่มาก เเละทำให้น้ำมีสรรพคุณต่างๆ ที่น่าสนใจมากมาย นอกจากนี้ในช่วงของฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะทำให้มีความสวยงามเป็นอย่างยิ่ง เเละช่วยสร้างสีสันให้กับการมาเที่ยวชมเป็นอย่างมาก

โรงงานชีสฟูราโน่

โรงงานชีสฟูราโน่ (Furano Cheese Factory)

         แหล่งผลิตชีสคุณภาพชั้นยอดอันขึ้นชื่อของเมืองฟูราโน่  ชีสที่ถือเป็นไฮไลต์ที่แปลกแบบสุดๆของที่นี่ก็คือ ชีสดำ ซึ่งถือว่าเป็นชีสพิเศษที่หาทานได้ที่นี่ที่เดียวเท่านั้น เป็นสีดำก็ไม่ได้มาจากสารปรุงแต่งที่เป็นอันตรายกับร่างกายแต่อย่างใด แต่เป็นสีจากสีหมึกดำของปลาหมึกนี่เอง นอกจากนี้ที่นี่ยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวทั่วไปเข้าไปชมขั้นตอนการผลิตชีส ตลอดจนลองชมรสชาติของชีสคุณภาพชนิดต่างๆ และได้ประสบการณ์การทำไอศครีมหรือเนย เรียนรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จากนมผ่านมุมต่างๆ ภายในอาคารยังมีคาเฟ่ไอศครีมไขมันต่ำ และยังสามารถทานพิซซ่าที่อบจากเตาเผาหินได้อีกด้วย

ฟาร์มโทมิตะ

ฟาร์มโทมิตะ (Farm Tomita)

          สัมผัสความงามของทุ่งลาเวนเดอร์ เมือง ฟุราโน ไฮไลท์อยู่ที่ทุ่งดอกไม้หลากสีสัน เรียงสีสวยงามราวกับสายรุ้ง จนได้ชื่อว่าเป็น “จุดชมดอกลาเวนเดอร์ที่ดีที่สุดของเมืองฮอกไกโด”  เนื่องจากมีวิวทิวทัศที่สวยงามมีฉากหลังเป็นภูเขาโทกะชิ (Tokachi mountain) นอกจากนี้ในฟาร์มโทมิตะยังมีโรงงานเล็กๆ สาธิตกระบวนการเอาดอกลาเวนเดอร์มาสกัดเป็นหัวน้ำหอม หรือการนำไปแต่งกลิ่นอาหาร เช่น ไอศครีมลาเวนเดอร์ (ต้องลอง!!) และสามารถเลือกซื้อสินค้าจากลาเวนเดอร์กลับเป็นของฝากได้อีกด้วย

บ่อน้ำสีฟ้า

บ่อน้ำสีฟ้า (Blue Pond)

         ชมความมหัศจรรย์ของบ่อน้ำที่มีความสวยแตกต่างจากบ่อน้ำตามธรรมชาติอื่นๆ เนื่องจากความงามของน้ำที่บ่อมีสีฟ้าสดกว่าบ่อน้ำทั่วไป เพราะอลูมิเนียมไฮดรอกไซด์จากการปะทุของภูเขาไฟที่อยู่ในน้ำได้สะท้อนกับแสงแดดที่ส่องลงมา และยังมีตอไม้สูงต่ำที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงทำให้บ่อน้ำแห่งนี้โดดเด่นน่าไปเที่ยวชม ความสดใสของสีฟ้าจากผืนน้ำจะขึ้นอยู่แสงแดดที่ส่องลงมาและจุดที่มอง

พิพิธภัณฑ์หิมะและน้ำแข็งคะมิคะวะ

พิพิธภัณฑ์หิมะและน้ำแข็งคะมิคะวะ (Kamikawa Ice Pavilion)

          เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์ความหนาวเย็นแห่งแรกและมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ภายในเหมือนเป็นโลกน้ำแข็งแสนสวย โดยทางเดินอุโมงค์น้ำแข็งที่ประดับประดาด้วยไฟสวยงาม รวมถึงบาร์น้ำแข็ง และถ้ำจำลองหินงอกหินย้อย เป็นประกายวิ้งวับราวกับกากเพชร นอกจากนั้นยังมีสัตว์ทะเลที่อาศัยอยู่ใต้น้ำแข็ง เช่น คลิโอเนะ (Clione) หรือที่รู้จักกันในชื่อผีเสื้อทะเลให้ชมกันอีกด้วย จุดที่เป็นไฮไลท์ที่คนอยากทดสอบความหนาว หรืออยากลิ้มลองความหนาวระดับโหดต้องลองก็คือ ห้องที่จำลองเป็นโลกน้ำแข็งที่มีอุณหภูมิภายในต่ำถึง -20 องศาเซลเซียส บอกเลยว่าหนาวสุดๆ

สวนสัตย์อาวาฮิยาม่า

สวนสัตว์อาซาฮิยาม่า (Asahiyama Zoo)

          สัมผัสการชมสวนสัตว์รูปแบบแปลกใหม่ไม่เหมือนใครในเมือง อะซาฮิกาว่า ด้วยการออกแบบพื้นที่จัดแสดง ทำให้สามารถมองเห็นสัตว์น้อยใหญ่ได้ในทุกอิริยาบถ นอกจากนี้ยังสามารถชมการให้อาหารสัตว์ในช่วง “Mogu Mogu Time” อีกด้วย ไฮไลท์เด็ดของที่นี่นั่นก็คือ “อุโมงค์แก้วเพนกวิน” ซึ่งจะเป็นอุโมงค์ที่จะผ่านบริเวณสระว่ายน้ำของเจ้าฝูงเพนกวินทั้งหลาย ทำความรู้สึกเหมือนได้เข้าไปใกล้ชิดกับเจ้าเพนกวิน อีกส่วนหนึ่งที่ดีงามไม่แพ้กันก็คือ “โดมแก้วขนาดเล็ก” ซึ่งจะตั้งอยู่ตรงกลางของโซนหมีขั้วโลกและหมาป่า จึงทำให้เราเห็นเจ้าสัตว์ไม่ได้ง่ายๆอย่างหมีขั้นโลกและหมาป่ากันแบบระยะใกล้ๆ

หมู่บ้านราเมนอาซาฮิคาวา

หมู่บ้านราเมนอาซาฮิคาว่า (Asahikawa Ramen Village)

        ถ้ามีโอกาสได้มาเยือนเมือง Asahikawa สิ่งที่ไม่ควรพลาดเลย คือการทานราเมนต้นตำรับแท้สไตล์ของฮอกไกโดที่ “หมู่บ้านราเมนอาซาฮิคาว่า” ราเมนของที่นี่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์และได้รับการกล่าวขานถึงความอร่อยมายาวนานกว่าทศวรรษ โดยหมู่บ้านนี้จะรวมร้านราเมงเด็ดๆของเมืองภายใต้หลังคาเดียวกันไว้ถึง 8 ร้าน นอกจากนี้ราเมนยังมีวัฒนธรรมการทานที่เราควรรู้ไว้ คือ ต้องใช้ตะเกียบคีบเส้นและเครื่องเคียงแล้วเอาเข้าปากเลย ช้อนมีไว้สำหรับซดน้ำซุปเท่านั้น และถ้าราเมนร้านไหนอร่อยมากๆจะนิยมยกชามขึ้นมากซู้ด….เสียงดังเป็นการให้สัญญาณกับพ่อครัวว่า “ราเมนอร่อยมากกก” ยิ่งดังเท่าไหร่ยิ่งอร่อยมากเท่านั้น

หอนาฬิกาซัปโปโร

หอนาฬิกาซัปโปโร (Sapporo Clock Tower)

          ร่วมสัมผัสกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานของเมืองซัปโปโร และรูปแบบอาคารสไตล์ตะวันตกที่ถือว่าเป็นอาคารเก่าแก่ที่สุดในเมือง ปัจจุบันตัวอาคารได้ถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องราว ผ่านการจัดแสดงสิ่งประดิษฐ์ข้าวของเครื่องใช้ในสมัยโบราณที่หาชมได้ยาก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้ที่นี่เปรียบเสมือนหัวใจของเมืองซัปโปโรเลยที่เดียว นอกจากนี้นาฬิกาซัปโปโรยังถูกยกให้เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรม และได้รับการรับรองว่าเป็นมรดกทางวิศวกรรมเครื่องกลของญี่ปุ่นในปีพ. ศ.2552  

คลองโอตารุ

คลองโอตารุ (Otaru Canal)

          แลนมาร์คที่สำคัญที่พลาดไม่ได้สำหรับคนที่เดินทางมาถึงเมืองโอตารุ นั่นคือ คลองโอตารุ ซึ่งเคยเป็นสถานที่ขนถ่ายสินค้าจากเรือจำนวนมาก สร้างขึ้นเมื่อปี 1923 ปัจจุบัน ครึ่งหนึ่งของคลองถูกถม และปรับเปลี่ยนเป็นทางเดินที่มีโคมไฟแก๊ส  มีคลังสินค้าจำนวนมาก ซึ่งทำจากอิฐและหินซัปโปโร เหลืออยู่ทั้งสองฝั่งของคลองโอตารุ ทำให้นึกถึงการดำเนินชีวิตในสมัยก่อน บริเวณรอบๆคลองที่มีโกดังเป็นฉากหลัง เป็นวิวถ่ายรูปยอดฮิตของนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือน ในตอนกลางคืนจะมีไฟเปิดรอบๆคลอง ทำให้ได้บรรยากาศที่สุดแสนจะโรแมนติก

นาฬิกาไอน้ำโบราณ

นาฬิกาไอน้ำโบราณ (Otaru Clock Tower)

          เมืองโอตารุมีอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่ตั้งอยู่ด้านหน้าอาคารพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีของโอตารุ นั่นก็คือ “นาฬิกาไอน้ำโบราณ (Stream Clock)” เป็นนาฬิกาไอน้ำโบราณสไตล์อังกฤษ ปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 2 เรือนบนโลกเท่านั้น ซึ่งเป็นของที่ระลึกที่เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา มอบให้แก่เมืองโอตารุ ประเทศญี่ปุ่น นาฬิกานี้จะพ่นไอน้ำประกอบกับมีเสียงดนตรีดังขึ้นทุกๆ 15 นาที

พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี

พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี (Otaru Music Box Museum)

          พิธภัณฑ์กล่องดนตรี เป็นแหล่งรวบรวมกล่องดนตรีหลากหลายสไตล์ ลักษณะเป็นอาคารเก่าแก่ 3 ชั้น ภายนอกถูกสร้างขึ้นจากอิฐแดง และโครงสร้างภายในทำด้วยไม้ สร้างขึ้นในปี 1910 โดยได้รับอิทธิพลจากชาวยุโรปที่เข้ามาตั้งรกรากที่นี่ในสมัยก่อน จนในปัจจุบันกลายมาเป็นแหล่งผลิตกล่องดนตรีที่มีอายุร้อยกว่าปีที่โด่งดังที่สุดของญี่ปุ่นเลย

ชั้น 1 มีพื้นที่มากที่สุด เป็นโซนจำหน่ายของที่ระลึกและกล่องดนตรีสำเร็จรูปหลากสไตล์ให้เลือกตามความสนใจ

ชั้น 2 จะเป็นส่วนของการแสดงประวัติความเป็นมาของกล่องดนตรีแต่ละยุคสมัย รวมทั้งมีกล่องดนตรีที่มีความหรูหราเป็นแบบฉบับดั้งเดิมให้เลือก

ชั้น 3 นักท่องเที่ยวสามารถมาประดิษฐ์กล่องดนตรีได้ด้วยตัวเองที่ชั้นนี้ เพียงแค่เลือกเพลงจากรายการเพลงทั้งหมด นำมาใส่กล่องและเลือกตุ๊กตาเซรามิกซึ่งก็มีหลากหลายแบบ จากนั้นนำมาประกอบเป็นกล่องดนตรีของตัวเอง

ย่านทานุกิ

ย่านทานุกิ (Tanuki Koji)

          ย่านทานุกิ เป็นแหล่งช้อปปิ้งเก่าแก่ที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคบุกเบิก เหมาะสำหรับจับจ่ายซื้อหาของฝากจากฮอกไกโด ซึ่งแหล่งชอปปิ้งที่อยู่ภายใต้หลังคาคลุมยาวระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร ถูกแบ่งเป็น 7 ส่วนหรือ 7 บล็อค สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายสินค้ามากมายกว่า 100 ร้าน ทั้งร้านขนม อาหาร ยา เสื้อผ้า รองเท้า ABC Mart หรือแม้แต่ร้าน Don Quijote และที่นี่ยังเป็นที่จัดกิจกรรมเทศกาลต่างๆ อย่างเช่น เทศกาลทะนุกิ ในช่วงฤดูหนาว อีกทั้งเป็นจุดรวมพลของหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นอีกด้วย

นี่…!! เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการขับรถเที่ยวฮอกไกโดช่วงฤดูร้อนเท่านั้นะคะ ที่จริงแล้วฮอกไกโดยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย และแต่ละฤดูกาลก็จะมีเอกลักษญ์ของสถานที่ท่องเที่ยวที่แตกต่างกันไปค่ะ  💛💜🧡

ใครที่ต้องการรถเช่าไปขับช่วงฤดูร้อนนี้ที่ฮอกไกโด สามารถ ติดต่อ จองรถเช่าได้ที่ EASY AND SAVE นะคะ ที่ปรึกษาและตัวแทนโตโยต้าแห่งแรกในไทยคร้าาาๅๅๅๅ 🚗

[ 🌞ฤดูร้อนประเทศญี่ปุ่น ]

              พูดถึงฤดูร้อน อากาศก็ร้อนราวกับประเทศไทยบ้านเราเลยค่ะ ส่วนใหญ่คนจะนิยมเที่ยวประเทศญี่ปุ่นในฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิกัน แต่คุณรู้หรือไม่ว่าฤดูร้อนก็มีความน่าตื่นตาตื่นใจและไม่ควรพลาดเหมือนกัน ก็คือเทศกาลฤดูร้อน ที่เป็นเอกลักษณ์ดึงดูดนักท่องเที่ยวไม่แพ้ฤดูอื่นๆ ให้ความคึกคักและเต็มไปด้วยความบันเทิงของเทศกาลต่างๆที่คนไทยอย่างเราต้องไปดูให้ได้ ครั้งหนึ่งในชีวิตจริงๆค่ะ

11 เทศกาลฤดูร้อน🌞
มาดูกันเร็ว…!! กับเทศกาลที่น่าสนใจในประเทศญี่ปุ่น

เทศกาลทานาบาตะ

เทศกาลทานาบาตะ (Tanabata Festival)

เทศกาลสำคัญของคนญี่ปุ่นที่มีตำนานเล่าขานถึงความโรแมนติก หรือที่เรียกอีกอย่างว่า “เทศกาลดวงดาว” ซึ่งตรงกับวันที่ 7 เดือนกรกฏาคมของทุกปี เป็นวันแห่งความรักและความสุขสมหวังของดวงดาว 2 ดวงจะได้มีโอกาสกลับมาพบกันสมดังใจที่คิดถึงและปรารถนา คนญี่ปุ่นเชื่อว่าเจ้าหญิงทอผ้าและชายเลี้ยงวัวจะได้พบกันเพียงปีละครั้ง และเป็นวันที่ทางช้างเผือกจะออกมาปรากฏบนท้องฟ้าของประเทศญี่ปุ่น ทำให้สามารถมองเห็นกันได้ในทุกๆ ปี และยังมีการเขียนคำอธิษฐานต่างๆ บนกระดาษแผ่นเล็กๆ หลากสีสันที่เรียกว่า ทังซะกุ (Tanzaku) จากนั้นก็จะนำไปแขวนประดับกับกิ่งไผ่ เพื่ออธิษฐานขอพรจากดวงดาวโอริฮิเมะ (Orihime) ที่เชื่อว่าจะทำให้สมหวังตามปรารถนา

ช่วงเวลากลางคืนจะมีการประดับไฟอย่างสวยงาม รวมทั้งยังมีการจัดงานวัด ซึ่งมีกิจกรรมต่างๆ ภายในงานอย่างมากมาย โดยจะมีการจัดเทศกาลนี้ทั่วทั้งญี่ปุ่น แต่จะมีอยู่ 3 เมืองที่มีการจัดอย่างยิ่งใหญ่ คือ เมืองเซนได จังหวัดมิยางิ (Sendai, Miyagi) ซึ่งจัดในวันที่ 6 – 8 สิงหาคม 2019 ต่อมาคือเมืองโชนัน ฮิราสึกะ จังหวัดคะนะงะวะ (Shonan Hiratsuka, Kanagawa)  ปกติจะจัดช่วงอาทิตย์แรกและอาทิตย์สองของเดือนกรกฎาคม ซึ่งจะจัดขึ้น 3-4 วันเท่านั้น และสุดท้ายคือเมืองอันโจ จังหวัดไอจิ (Anjo, Aichi) จะจัดขึ้นในช่วงหนึ่งอาทิตย์แรกของเดือนสิงหาคม (วันศุกร์ – วันอาทิตย์)

เทศกาลชินจูกุ เออิสะ(Shinjuku Eisa Festival)

เทศกาลเออิซา เป็นเทศกาลที่มีการบวงสรวงวิญญาณบรรพบุรุษและสวดภาวนาเพื่อขอให้ครอบครัวอยู่ดีมีสุขและกิจการเจริญรุ่งเรือง เหล่าบรรดานักแสดงทั้งชายและหญิงจะร่ายรำแบบโอกินาว่าและพร้อมกับเคลื่อนขบวนและเต้นรำตามจังหวะของเสียงกลองไทโกะผ่านไปยังส่วนต่างๆ ของเมือง ประเพณีที่มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศจากโอกินาว่านี้ได้แพร่หลายมาสู่ชินจูกุ โตเกียว และกลายเป็นสัญลักษณ์ของฤดูร้อนของชินจูกุ ซึ่งงานจะเริ่มปลายเดือนกรกฎาคมของทุกปี ย่านฮาราจูกุ กรุงโตเกียว (Harajuku, Tokyo)

เทศกาลคังเก็นไซ

เทศกาลคังเก็นไซ (Kangen Sai Festival)

เทศกาลที่สำคัญของพิธีกรรมทางเรือที่ญี่ปุ่น จัดโดยศาลเจ้าอิสึคุชิมะ (Itsukushima) ตั้งอยู่ในจังหวัดฮิโรชิม่า ภูมิภาค ชูโกคุ ซึ่งเป็นการผสมผสานพิธีกรรมทางศาสนากับดนตรีดั้งเดิมได้อย่างกลมกลืน โดยการนำเรือที่จุดไฟสว่างไสวล่องไปยังศาลเจ้าบริเวณรอบๆ และระหว่างนั้นนักบวชที่อยู่ภายในเรือจะมีการบรรเลงดนตรีแบบคังเก็ง (Kangen Music) ซึ่งนอกจากการแสดงแล้วนั้นยังมีการแสดงรำประกอบดนตรีราชสำนักด้วยเครื่องดนตรีแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น อย่าง ขลุ่ย กลอง และเครื่องสาย ที่ล้วนเป็นการแสดงที่สวยงามและหาชมยากจากที่อื่น

.เทศกาลเนบุตะ มัตสึริ

เทศกาลเนบุตะ มัตสึริ (Aomori Nebuta Matsuri)

เทศกาลหุ่นโคมไฟสืบสานกันมายาวนานกว่า 300 ปี เป็นเทศกาลฤดูร้อนที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลทานาบาตะ (Tanabata) จัดขึ้นตามเมืองต่างๆ ของจังหวัดอะโอะโมะริ (Aomori,Tohoku) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ไฮไลท์ของเทศกาลคือขบวนพาเหรดโคมไฟขนาดใหญ่ยักษ์ที่มีการสร้างสรรค์จำลองตัวละครจากละครคะบุกิ เรื่องเล่าตามวัฒนธรรม หรือละคร อิงประวัติศาสตร์ที่ได้รับความนิยม การแสดงกลองอันสนุกสนาน วันสุดท้ายของงานจะมีการแสดงดอกไม้ไฟริมแม่น้ำตระการตาเพื่อเป็นการปิดท้ายงานเทศกาลอย่างยิ่งใหญ ช่วงระยะเวลาจัดงานคือ วันที่ 2-7 สิงหาคมของทุกปี

เทศกาลยามางาตะ-ฮานะกาสะ

เทศกาลยามางาตะฮานะกาสะ (Yamagata Hanagasa Matsuri)

เทศกาลที่ติดอันดับ 1 ใน 4 ซึ่งถือได้ว่าเป็นเทศกาลที่สำคัญในภูมิภาคโทโฮคุ (Tohoku) ตลอดระยะเวลาที่จัดงานจะมีผู้เข้าร่วมชมงานกว่า 1 ล้านคน ซึ่งจัดขึ้นที่จัดหวัดยางานาตะ โดยจะมีขบวนแห่การร่ายรำหลากหลายรูปแบบของชาวเมืองกว่า 10,000 คน ที่แต่งกายอย่างสวยงามตามฉบับของญี่ปุ่นและสวมหมวกฟางติดดอกไม้เทียม (Hanagasa) ท่ามกลางจังหวะกลองของกลองฮานากาสะไดโกะ (Hanagasa-Daiko) และเสียงตะโกน ซึ่งผู้เข้าร่วมชมสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างสนุกสนาน ช่วงระยะเวลาจัดงานคือ วันที่ 5 – 7 สิงหาคมของทุกปี

เทศกาลโอบ้ง

เทศกาลโอบ้ง (Obon Festival)

เทศกาลโคมไฟที่จัดขึ้นเพื่อระลึกถึงดวงวิญญาณที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งชาวญี่ปุ่นจะกลับบ้านเกิดเพื่อไปไหว้บรรพบุรุษ เชื่อกันว่าในช่วงเวลานี้วิญญาณจะได้รับอนุญาติให้กลับมายังโลกได้ชั่วคราว ซึ่งจะมีการจัดงานเฉลิมฉลองต้อนรับดวงวิญญาณของบรรพบุรุษที่กลับมายังบ้านเกิด เพื่อให้เกิดความครื้นเครงในช่วงที่ได้กลับมาที่บ้านของตน โดยเป็นความเชื่อทางศาสนา ซึ่งจะมีพิธีการจุดตะเกียงต้อนรับดวงวิญญาณที่ไว้หน้าประตูบ้านในแต่ละบ้าน ซึ่งเรียกว่า มุคาเอะบิ (Mukaebi) และยังมีการถวายผักบูชา อีกทั้งมีการจัดงานงานอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีการละเล่นรื่นเริง การเต้นโอบ้ง และมีการบรรเลงเพลงด้วยกลองหรือเครื่องดนตรีอื่นๆ เพื่อสร้างบรรยากาศให้สนุกสนาน และในวันสุดท้ายจะมีการจุดไฟโอคุริบิ (Okuribi) ซึ่งเป็นตะเกียงแล้วลอยลงแม่น้ำเป็นการส่งวิญญาณบรรพบุรุษกลับไปยังปรโลก ช่วงระยะเวลาจัดงานคือ วันที่ 13 -15  สิงหาคมของทุกปี และเขตคันโตวันที่ 13 – 15 กรกฎาคมของทุกปี

เทศกาลฟุกะงะวะฮาจิมังมัตสึริ

เทศกาลฟุกะงะวะฮาจิมังมัตสึริ (Fukagawa Hachiman Matsuri)

เทศกาลขบวนแห่ศาลเจ้าที่มีความเก่าแก่เกือบ 400 ปี และยิ่งใหญ่ที่สุดของโตเกียวของศาลเจ้าโทมิโอกะฮาจิมังงูในเขตโคโต (Koto) เมืองโตเกียว เริ่มครั้งแรกในปี ค.ศ. 1642 โดยจะมีการแห่ศาลเจ้าจำลองไปรอบๆ บริเวณ อีกไฮไลท์หนึ่งคือการสาดน้ำแบบชาวญี่ปุ่นสมัย เอโดะ ผู้ร่วมขบวนแห่ไปตลอดทาง ที่เชื่อว่าเป็นการทำให้ผู้แห่บริสุทธิ์ ทำให้บรรยากาศของงานเต็มไปด้วยความสนุกสนานรื่นเริง ซึ่งงานนี้มีศาลเจ้าเข้าร่วมขบวนแห่มากถึง 180 แห่ง ที่สำคัญงานมี 3 ปีครั้ง

เทศกาลฮาราจูกุ โยซาโกอิ (Harajuku Omotesando Genki Matsuri Super Yosakoi)

เทศกาลเต้นรำแบบดั้งเดิมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น จัดที่ถนนโอโมเตะซันโดในย่านฮาราจูกุของกรุงโตเกียว ภายในงานมีการแข่งขันการเต้นรำโยซาโกอิ ได้นำการเต้นรำโยซาโคอิมาจากเมืองโคจิซึ่งเป็นต้นกำเนิดมาสู่ฮาราจูกุโอโมเทะซันโดศูนย์กลางของแฟชั่นล้ำสมัย ทำให้มีนักแสดงร่วมงานกว่า 6,000 คนและมีกว่า 100 ทีมทั่วญี่ปุ่นเข้าร่วมแข่งขันจากทั่วประเทศญี่ปุ่น ไฮไลท์ของงานคือขบวนพาเหรดของนักแสดงที่สร้างสีสันเป็นอย่างมากไปตามถนนโอโมเตะซันโด อีกทั้งนักท่องเที่ยวจะได้มีความสุขกับอาหารเลิศรสในขณะที่ชมเทศกาลงานเต้นรำไปพร้อมๆ กัน ช่วงระยะเวลาจัดงานคือ ปลายเดือนสิงหาคมของทุกปี

เทศกาลโคเอนจิ อะวะ โอโดริ

เทศกาลโคเอนจิ อะวะ โอโดริ (Koenji Awa Odori)

เทศกาลเต้นรำโคเอนจิ อะวะ โอโดริ ที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น เป็นวัฒนธรรมการเต้นรำพื้นเมืองของชาวจังหวัดโทคุชิมะ (Tokushima) ที่มีสืบเนื่องกันมาเป็นระยะเวลากว่า 400 ปีแล้ว จัดขึ้นที่ย่านโคเอนจิของกรุงโตเกียว ซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลโอบ้ง (Obon Matsuri) พอดี ในเทศกาลจะมีขบวนนักเต้นและนักดนตรีกว่า 10,000 คน ซึ่งจะมีการแสดงท่าร่ายรำในขบวนกันอย่างสนุกสนานที่เรียกว่า อะวะโดริ (Awa Odori) ประกอบเสียงเพลงที่ครึกครื้นตั้งแต่ช่วงเย็นถึงเวลาค่ำๆ โดยนักท่องเที่ยวสามารถร่วมเต้นรำไปกับขบวนได้อย่างสนุกสนาน การแต่งกายก็จะเน้นเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดเป็นหลัก นอกจากนี้ในเมืองอื่นๆก็ยังมีการจัดเทศกาลนี้อีกด้วย ช่วงระยะเวลาจัดงานคือ ปลายเดือนสิงหาคมของทุกปี

เทศกาลดอกไม้ไฟกลางน้ำแห่งมิยะจิมะ

เทศกาลดอกไม้ไฟกลางน้ำแห่งมิยะจิมะ (Miyajima Water Fireworks Festival)

เทศกาลดอกไม้ไฟกลางน้ำแห่งมิยะจิมะ (Miyajima Water Fireworks Festival) คือหนึ่งในเทศกาลใหญ่ที่สร้างสีสันให้กับฤดูร้อนของเกาะมิยะจิมะ (Miyajima Island) จังหวัดฮิโรชิมะ (Hiroshima) สถานที่จัดจะอยู่หลังประตูศาลเจ้าอิทสึ คุชิมะ (Itsukushima Shrine) ในช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี และมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมมากถึงปีละ 300,000 กว่าคน โดยมีการแสดงดอกไม้ไฟมากถึง 5,000 นัด และยังมีการแสดงดอกไม้ไฟกลางน้ำ (Water Fireworks) สุดงดงามถึง 200 นัด โดยจะจัดไว้บนเรือแล้วลอยลำอยู่กลางทะเล ซึ่งดอกไม้ไฟที่ระเบิดปะทุขึ้นจากท้องทะเลยิ่งทำให้ประตูโทริอิสีแดงที่ตั้งอยู่กลางทะเลนี้ทวีความงามขึ้นจนดูราวกับภาพในความฝันเลยทีเดียว

เทศกาลดอกไม้ไฟแม่น้ำสุมิดะ (Sumida Fireworks Festival) 

เทศกาลดอกไม้ไฟแม่น้ำสุมิดะ (Sumida Fireworks Festival) จัดขึ้นในวันเสาร์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคมเป็นประจำทุกปี ผู้มาเยือนสามารถชมดอกไม้ไฟรวม 22,000 ลูก ได้จากสถานที่สองแห่งที่อยู่ตามแนวแม่น้ำสุมิดะ ในจำนวนนี้ยังรวมถึงดอกไม้ไฟ 200 ลูก ในการประกวดดอกไม้ไฟระหว่างบรรดาผู้เชี่ยวชาญที่แข่งขันกันสร้างผลงานที่มีความสวยงามด้วยชั้นเชิงทางด้านเทคนิค และยังเป็นงานเทศกาลที่มีผู้เข้าชมนับล้านคนในทุกปี

เห็นแล้วใช่ไหมคะ แต่ละเทศกาลของฤดูร้อนน่าไปสุดๆ ฤดูร้อนญี่ปุ่นก็มีดีไม่ควรพลาดกันนะคะทุกคน……….. 😍

ใครที่กำลังมองหารถเช่าขับไปเที่ยวเทศกาลฤดูร้อน สามารถสอบถามได้ที่ EASY AND SAVE  หรือ ติดต่อ ได้เลยนะคะ

ถ้าพูดถึงสถานที่ที่เราสามารถชมซากุระได้เร็วก่อนใครในญี่ปุ่น แถมแต่ละปียังมีจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็คงต้องยกให้ “Kawazuzakura” เมือง Kawazu เขต Kamo จังหวัด Shizuoka สถานที่ที่เต็มไปด้วยซากุระงดงามเรียงราย แนะนำเลยสำหรับใครที่จะไปถ่ายรูป หรือชิมอาหารพื้นเมืองก็มีกิจกรรมสนุกๆให้เลือกทำมากมาย

Kawazuzakura มีซากุระแบบไหนให้ชมกันนะ?

ในประเทศญี่ปุ่น มีสายพันธุ์ซากุระมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือ “Kawazuzakura” ซากุระที่เราพบเห็นกันบ่อย ทั่วๆไป เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ ก็จะผลิดอกให้เราได้ชมกันเป็นระยะเวลาประมาณหนึ่งอาทิตย์ หลังจากนั้นก็จะร่วงโรยไป แต่ Kawazuzakura จะเป็นซากุระที่บานเร็ว โดยจะเริ่มบานตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ และสามารถผลิดอกอยู่นานได้ถึงประมาณหนึ่งเดือนเลยทีเดียว ที่ริมแม่น้ำ Kawazu มีซากุระที่ผสมข้ามพันธ์ุกันสองชนิด เกิดเป็นซากุระพันธุ์ “Kawazuzakura” เพราะเป็นพันธุ์ที่ถือกำเนิดขึ้นที่นี่ เรียงรายไปตามเส้นทางเดิน สวยงามยิ่งนัก

มาชมซากุระที่นี่ ต่างกับที่อื่นยังไง?

จุดเด่นของเทศกาล Kawazuzakuramatsuri ที่หาชมที่ไหนไม่ได้ก็คือ การเดินชมดอกไม้ไปตามทางเดินที่ล้อมรอบไปด้วยหมู่มวลดอกซากุระ สำหรับที่อื่น อาจจะมีการปูเสื่อ ปิกนิก หรือทานอาหารกันใต้ต้นซากุระ แต่สำหรับที่นี่ เราสามารถเดินเลียบไปตามทางแม่น้ำ Kawazu ชมทัศนียภาพได้อย่างเต็มที่ ไม่มีสิ่งใดมาบดบังวิว ทิวทัศน์ ที่สำคัญ เมือง Izu ยังเป็นแหล่งของออนเซน และมีจุดแช่เท้า ที่เราสามารถไปนั่งหย่อนเท้าผ่อนคลายให้หายเมื่อย หลังจากเดินชมซากุระเสร็จแล้วอีกด้วยนะ

ไม่ได้มีแต่ซากุระให้ชม แต่ดอกไม้ประจำฤดูใบไม้ผลิอื่นๆก็มีนะ

ที่เมือง Kawazu เมื่ออากาศเริ่มอบอุ่นขึ้น ต้น Field Mustard ที่มีลักษณะคล้ายกับซากุระก็จะเริ่มบานเช่นเดียวกัน ทุ่งดอก Field Mustard สีเหลืองอร่ามริมทางเดิน ตัดกับหมู่มวลดอก Kawazuzakura สีชมพูบนต้นไม้ ถือเป็นทัศนียภาพที่ให้ความรู้สึกสดใส สดชื่น สมกับเป็นฤดูใบไม้ผลิจริงๆ ถ้าเราเดินไปตามริมทางเลียบแม่น้ำ Kawazu ก็จะพบกับถนนที่มีชื่อว่า “Nanohana Road” (ถนน Field Mustard) ที่เป็นจุดท่องเที่ยวที่เราสามารถมาชมทุ่งดอก  Field Mustard ได้อย่างจุใจ โดยเค้าจะเปิดให้ชมเฉพาะเวลาฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีดอกท้อบานให้ชมอีกด้วยนะ เรียกได้ว่า มาที่เดียวได้ชมดอกไม้ถึงสามชนิดเลยทีเดียว

งานแสดงไฟยามค่ำคืนก็พลาดไม่ได้

การเดินชมซากุระในช่วงกลางวันภายใต้ท้องฟ้าสีสดใส ก็ให้บรรยากาศที่ดีไม่น้อย แต่ทว่า การชมซากุระที่ประดับประดาไฟสวยงาม ในฉากหลังที่เป็นท้องฟ้าสีดำสนิทนั้น ก็ให้บรรยากาศและความสวยงามไปอีกแบบเช่นกัน ที่นี่จะเปิดไฟประดับตั้งแต่เวลา 18.00 – 21.00 น. ส่วนบริเวณรอบๆอย่างสะพานข้ามน้ำตก Kawazu เจ็ดชั้น จะมีการประดับไฟ เปิดให้ชมถึง 22.00 น. ได้ชมทั้งซากุระ ทั้งการประดับไฟ น่าสนใจไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะ

เดินชิมอาหารพื้นเมืองกัน

เทศกาล Kawazumatsuri จะจัดในระยะเวลาประมาณหนึ่งเดือนด้วยกัน ในเทศกาลนี้ จะมีการออกร้านขายอาหารพื้นเมืองและยังมีผลไม้ประจำฤดูกาลอย่างส้ม, ปลาสดๆจากทะเล รวมถึงของหวานอย่าง shiruko (ขนมถั่วแดงร้อนใส่แป้งโมจิ) และเหล้าหวานให้เลือกชม ชิม ช็อป กันอย่างไม่อั้น ส่วนใครที่มองหาของฝาก เค้าก็มีจำหน่ายเช่นกัน เดินจับจ่ายกันในช่วงก่อนกลับบ้าน แค่นี้ก็ถือว่ามาที่เดียว ได้ครบเลยก็ว่าได้

ชวนชิมอาหารสีชมพูซากุระ

ในฤดูใบไม้ผลิ ของที่มาคู่กันกับการชมดอกไม้ ก็คือขนมหวานนั่นเอง ช่วงฤดูนี้ จะมีร้านค้ามากมายที่ออกขนมหวานโดยใช้สีหรือกลิ่นที่เกี่ยวกับซากุระ สำหรับที่เทศกาลนี้ก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นโมจิถั่วแดงปิ้ง, ขนมญี่ปุ่นพื้นเมืองที่ใส่ใบซากุระ, ซากุระโมจิ หรือจะเป็นซากุระซอฟท์ครีม เค้าก็มีให้เลือกชิมกัน และยังมีขนมเซมเบ้ให้เลือกซื้อเป็นของฝากกลับไปด้วยนะ

Spot ที่ท่องเที่ยวเด็ดๆ เมื่อเราไปเยือน Kawazuzakura

นอกจากเดินชมซากุระสวยๆแล้ว ยังมีน้ำตกให้เราได้เที่ยวอีกด้วย ที่น้ำตก “Kawazu nanadaru” น้ำตกเจ็ดชั้นที่มีการประดับไฟยามค่ำคืน ที่น้ำตกมีออนเซนให้เราได้แช่เท้า ผ่อนคลายอิริยาบถ มีทั้งน้ำตก ทั้งออนเซน สมบูรณ์แบบมากๆ บริเวณสะพานแขวน เรายังมองเห็นวิวทิวทัศน์ที่อยู่ในภาพยนตร์เรื่อง “Izu no odiriko” หรือ “The dancing girl of Izu” เรียกได้ว่าเป็นอีกจุดท่องเที่ยวที่คุณจะได้ดื่มด่ำกับทั้งบรรยากาศ วิวทิวทัศน์ และผ่อนคลายไปในทีเดียว

ชายหาดเค้าก็มีเหมือนกันนะ

ที่ทางตอนใต้ของเมือง Kawazu จะมีอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวนั่นก็คือ ชายหาด เป็นชายหาดทะเลสวย น้ำใส สามารถลงไปเล่นน้ำได้ในหน้าร้อน ส่วนในช่วงฤดูชมดอกไม้ก็สามารถเดินลงไปชมชายหาดได้เช่นกัน เป็นที่ที่สงบ เหมาะสำหรับไปนั่งชมธรรมชาติเงียบๆ โดยอยู่ห่างจากสถานี Kawazu เพียงแค่สองนาทีเท่านั้น  ในบริเวณนี้มีที่พัก โรงแรมให้เลือกเพียบ หลังจากที่เราเดินชมซากุระจนพอใจแล้ว ก็มาเช็คอินที่โรงแรม ตอนกลางคืนก็ออกมาชมแสงไฟก็ดีเหมือนกันนะคะ

ช่วงเวลาที่แนะนำให้มาเที่ยว

เทศกาล Kawazumatasuri จะจัดขึ้นประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์และจัดต่อไปอีกประมาณหนึ่งเดือน วันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ จะมีนักท่องเที่ยวมามากมาย บริเวณสถานีรถไฟ และลานจอดรถจะค่อนข้างแน่น ส่วนในวันธรรมดา มีบ้างที่มีทัวร์จากนักท่องเที่ยวมาลง แต่ก็ยังคล่องตัวกว่าวันสุดสัปดาห์ แนะนำให้หาที่พักสักคืนเพื่อชมบรรยากาศขอเทศกาลได้ครบถ้วนแบบไม่เร่งรีบ

สวมใส่เสื้อผ้าสบายๆสีสันรับฤดูใบไม้ผลิได้เลย

ช่วงเวลาที่ไปดูซากุระที่ Izu นั้น ยังถือเป็นช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น เราก็แค่สวมใส่เสื้อโค้ทไว้กันลมหนาว แต่พอช่วงเวลากลางวันที่อากาศอบอุ่นขึ้น เราก็สามารถถอดเสื้อโค้ทออกแล้วสวมเสื้อผ้าสีสันสดใสไว้ข้างในก็ย่อมได้ เพื่อให้สีสันของเสื้อผ้าเข้ากับการชมซากุระ นอกจากเสื้อผ้าสีสันสดใสแล้ว อย่าลืมเตรียมรองเท้าที่ทะมัดทะแมงที่เหมาะกับการเดินไกล รวมถึงเป้สะพายข้างหรือสะพายหลังที่พร้อมจะลุยกับเราไปได้ทุกที่ สำหรับคนที่อยากจะไปแช่เท้าที่ออนเซน ก็อย่าลืมใส่รองเท้าที่ถอดง่ายๆไปก็จะดีกว่าค่ะ แล้วก็อย่าลืมพกผ้าขนหนูซับหน้าซับเหงื่อไปสักผืนนะคะ แค่นี้ก็พร้อมจะไปเที่ยวกันแล้ว

การเดินทาง

สำหรับที่งานเทศกาลมีที่จอดรถรับรอง (มีค่าใช้จ่าย) แต่ในช่วงสุดสัปดาห์ก็จะเต็มเร็วตั้งแต่เช้าๆแล้ว สำหรับคนที่พักค้างคืนในที่พักของทางศูนย์ท่องเที่ยว ก็จะมี Shuttle bus ไว้คอยบริการอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นแนะนำให้ไปโดยรถไฟจะสะดวกที่สุด โดยนั่งรถไฟจากสถานีโตเกียว จะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ส่วนถ้ามาจากนาโกย่า หรือโอซาก้า ให้นั่งชินคันเซนมาลงที่สถานี Atami จากนั้นก็ต่อรถสาย Odoriko นั่งต่อมาประมาณหนึ่งชั่วโมง

เพลิดเพลินกับฤดูใบไม้ผลิได้ก่อนใคร

สำหรับใครที่มีแพลนจะไปท่องเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงต้นปีนี้ แต่ก็อยากชมซากุระแบบบรรยากาศฤดูใบไม้ผลิด้วย ที่ Kawazu ก็ถือเป็นอีกที่ที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเข้าไปชมได้ที่เว็บไซต์ของศูนย์การท่องเที่ยวได้เลย kawazu-onzen

—————————————————————————————

ขอบคุณข้อมูลจาก anngle.org/th

สายการบินราคาถูก … แต่ต้องแลกกับสุขภาพราคาแพง
อีกหนึ่งเหตุผลที่ควร… เปรียบเทียบความคุ้มค่าดูนะครับ

สิ่งที่ควรระวังในการบินกับสายการบินราคาประหยัด (low-cost airline)

ไม่กี่วันก่อนมีข่าวว่า สายการบินราคาประหยัดเจ้าหนึ่ง จะจัดเที่ยวบินไปกลับแบบเที่ยวเดียวหรือไดเรคท์ไฟลท์ จากกรุงเทพไปยุโรป ในราคาหลักพันเท่านั้นเอง สร้างความฮือฮาให้กับผู้บริโภคเป็นอย่างมาก แต่ผมอ่านแล้วกลับรู้สึกกลัวและเป็นห่วงมาก ถามว่ากลัวอะไร?

ก่อนจะเล่าให้ฟัง ขอบอกก่อนว่าผมเป็นหมอที่มีฐานะค่อนข้างยากจนคนนึง มีเงินเหลือพอแค่ซื้อตั๋วที่นั่งชั้นประหยัดเท่านั้นถ้าต้องนั่งเครื่องบิน รายได้ทุกวันนี้แค่พอประทังชีวิตไปวันๆ มีโอกาสได้นั่งเครื่องบินครั้งแรกในชีวิตเหมือนคนอื่นเค้า ก็แก่มากแล้ว ที่พอมาเล่าให้ฟังพวกคุณก็เอาไปหัวเราะขบขันกัน แต่สำหรับผม อยากบอกว่า การได้นั่งเครื่องบินครั้งนั้นมีความหมายมากนะครับ เพราะเป็นการทำความฝันตั้งแต่วัยเด็กให้เป็นจริง หลังจากการเดินทางครั้งนั้นสิ้นสุดลง ชีวิตผมจำเป็นต้องเดินทางด้วยเครื่องบินอีกมากมายมหาศาลและแต่ละไฟลท์ต้องบอกว่าไกลที่สุดในโลกแทบทั้งนั้น ผมถึงเข้าใจความรู้สึกของการที่ต้องนั่งที่แคบๆในชั้นประหยัดในระยะทางไกลๆเป็นอย่างดี มันเป็นนรกบนดินประเภทนึง

การที่สายการบิน low-cost เค้าขายตั๋วให้เราในราคาถูกได้ขนาดนี้ เพราะเค้าตัดต้นทุนที่ไม่จำเป็นออกไป ไม่เว้นแม้แต่การแบ่งที่นั่งในเครื่องบินที่เค้าซื้อมา ยกตัวอย่างเครื่องบิน Airbus A330 ที่จะใช้บินไปกลับยุโรปแบบเที่ยวเดียว ก็อาจจะแบ่งซอยที่นั่งออกเป็น 9 ที่ ในระบบ 3-3-3 แทนที่จะเป็น 8 ในระบบ 2-4-2 ในสายการบินแบบปกติ ทำให้ที่นั่งแคบลงกว่าปกติมากพอสมควร จาก 17 – 18 นิ้วก็จะลดลงมาเหลือแค่ 16 นิ้ว ความกว้างของที่นั่งนั้นวัดจากที่พักแขนฝั่งนึงไปอีกฝั่งนึง เราเรียกว่า seat width จะมีอยู่อีกค่านึงที่คุณควรรู้ คือ ระยะจากที่นั่งข้างหลังไปถึงข้างหน้า เราเรียกว่า seat pitch ระยะนี้หักลบกับความหนาของเบาะที่นั่งจะเป็นตัวกำหนด leg room ของผู้โดยสาร 

ทั้ง width และ pitch จะมีผลต่อการขยับของผู้โดยสารตลอดการเดินทาง หรือ restriction ความสบายไม่ใช่ประเด็น สิ่งที่ผมเป็นห่วงคือ การเกิดลิ่มเลือดที่หลอดเลือดดำของขา หากนั่งแช่ขาโดยไม่ขยับเป็นเวลาหลายชั่วโมง (ในภาษาแพทย์เรียกว่า DVT) ที่อันตรายคือลิ่มเลือดเหล่านี้อาจเคลื่อนที่เข้ามาในห้องหัวใจข้างขวาและถูกบีบให้ปลิวไปอุดตันที่หลอดเลือดปอด เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ทุกครั้งที่คุณนั่งเครื่องบินมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะเหล่านี้เสมอ แต่มากหรือน้อยต่างกัน ขึ้นกับ 3 ปัจจัย

อายุโรคร่วมและบริบทต่างๆของคุณเอง x restriction x ระยะเวลาบิน

น่าเสียดายที่ทุกวันนี้ไม่มีกฏบังคับอะไรออกมาชัดเจนว่า long-haul flight ต้องมีขนาดที่นั้ง (width, pitch) อย่างน้อยเท่าไหร่ ดังนั้นถ้าวันนึงมีโอกาสนั่งเที่ยวบินรอบเดียวจากกรุงเทพไปยุโรปกับสายการบินราคาประหยัด และมีที่นั่งขนาดเล็กมาก ให้พยายามขยับขาหรือลุกออกมาเดินบ่อยๆ เลือกเป็นที่นั่งติดทางเดินหรือ aisle seat ไว้จะดีกว่า กินน้ำเยอะๆ และ ถ้าหากมีอาการหายใจหอบเหนื่อย ให้ไปพบแพทย์ทันทีที่เครื่องลงจอด

ที่เขียนเพราะเป็นห่วงนะครับ 🙂

==========================================

Cr. บทความจาก Facebook Fanpage : 1412 Cardiology

ย่นเวลาการรอ!! มาใช้ดีสนีย์ฟาสท์พาส เพื่อให้ได้สนุกกับเครื่องเล่นได้มากที่สุดกันเถอะ

โตเกียวดิสนีย์รีสอร์ท ธีมปาร์คยอดนิยมที่การเดินทางทางแสนสะดวก จากสถานีโตเกียวใช้เวลาเพียง 15 นาที

วันแล้ววันเล่าที่ผู้คนแวะเวียนมา  ในวันหยุดนั้นด้วยความแออัดของผู้คน เวลาที่ต้องรอคิวเล่นเครื่องเล่นนั้นนานกว่า 120นาทีเลยทีเดียวในเวลาแบบนี้ที่อยากจะให้ทุกคนได้ลองใช้กันให้ได้คือ「ดิสนีย์・ฟาสท์พาส®

ในวันนี้จะมาแนะนำวิธีประยุกต์ใช้「บัตรฟาสท์พาส」(ด้านล่างต่อจากนี้จะเรียกว่า ฟาสท์พาส)เพื่อจะได้สนุกเพลิดเพลินได้คุ้มค่ากับ โตเกียวดิสนีย์แลนด์และโตเกียวดิสนีย์ซีค่ะ

 

++ ฟาสท์พาส คือ ?

ฟาสท์พาส คือ ในวันจริงนั้น สามารถจองบัตรฟาสท์พาสฟรีได้ที่ตู้หน้าเครื่องเล่นภายในสวนสนุก เพียงแค่มีสิ่งนี้เท่านั้น ก็สามารถนั่งเครื่องเล่นได้ด้วยการรอต่อคิวเพียงนิดเดียวค่ะ

หากมีฟาสท์พาสแล้ว ที่ตั๋วจะถูกเขียนช่วงเวลาที่สามารถเข้าเล่นเครื่องเล่นได้  (ตัวอย่างเช่น :12:25〜13:35)、ไม่จำเป็นต้องต่อคิวนานๆก็สามารถเข้าเล่นเครื่องเล่นได้ นอกจากนี้  ฟาสท์พาสนั้นสามารถออกบัตรได้ครั้งละ 1 ใบ เท่านั้น

ไม่สามารถออกครั้งละหลายๆใบได้ ให้ระวังตรงนี้ด้วยค่ะ มาใช้ฟาสท์พาสกันให้เก่งแล้วมาเล่นเครื่องเล่นกัน!

 

++ 3 ขั้นตอนการใช้ฟาร์ทพาส

เริ่มแรกเลย ให้เช็คเวลารอคิวกับเวลาที่จะใช้ฟาสท์พาสที่ บอร์ดเวลาที่อยู่ใกล้ๆกับเครื่องเล่น หลังจากนั้นให้ไปที่ตู้เครื่องเล่นที่เป็นเป้าหมายแล้วออกตั๋ว  ขั้นตอนนั้นจะอธิบายต่อจากนี้ค่ะ

 

1.นำQRโค้ดของตั๋วให้เครื่องออกตั๋วฟาสท์พาสอ่าน

อย่างแรกคือ หาเครื่องออกตั๋ว ที่อยู่ใกล้ๆกับเครื่องเล่นให้เจอค่ะ  ต่อจากนั้น ให้นำ QRโค้ด ของตั๋วสวนสนุกหันหน้าขึ้นด้านบนแล้วใส่ลงไปค่ะ

2.หลังจากอ่านเสร็จแล้วก็จะมีตั๋วออกมา

ดีไซน์ของเครื่องออกตั๋วนั้นแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกัน  แต่การใช้เครื่องมือจะเหมือนกัน คือ หลอดไฟสีเขียวและช่องอ่าน QRโค้ด

หากหลอดไฟสีเขียวติดแล้ว ให้ดึงตั๋วสวนสนุกออกมา  กรณีที่อยากจะใช้ฟาสท์พาสในเวลาเดียวกันทั้ง 2 คน ก็ให้ทำซ้ำอีกรอบค่ะ

3.การหยิบฟาสท์พาสออกจากช่องออกตั๋ว

จะมองเห็นฟาสท์พาสจะออกมาจากช่องออกตั๋วให้ดึงออกมาเลยค่ะ อย่าลืมตรวจสอบให้ครบตามจำนวนคนด้วยนะคะ

 

++ ข้อควรระวังในการใช้ฟาสท์พาส

ตัวหนังสือใหญ่ที่ถูกเขียนไว้ตรงกลางตั๋วนั่น คือ เวลาที่สามารถใช้ฟาสท์พาสได้  หลังจากที่ได้ตั๋วฟาสท์พาสแล้ว หลังจากนั้นจะไปต่อแถวเล่นเครื่องเล่นอย่างอื่นก็ได้ค่ะ แต่หากแถวที่ต่อนั้นคิวยาวมากและกลับมาไม่ทันในเวลาที่กำหนดไว้ จะถือว่าฟาสท์พาสใบนั้นเป็นโมฆะไปค่ะ ให้ระวังตรงกันด้วยนะคะ

 

ส่วนเวลาที่เขียนไว้ด้านล่างของเวลาที่สามารถใช้ฟาสทพาสได้ คือเวลา ที่จะสามารถรับฟาสท์พาสอันใหม่ได้ค่ะ ดังนั้นในช่วงเวลานั้นจะไม่สามารถออกฟาสท์พาสอันใหม่ได้ ดังนั้นต้องวางแผนเครื่องเล่นที่ตัวเองอยากจะนั่งให้ดีค่ะ

 

++ สรุปเครื่องเล่นที่สามารถใช้ฟาสท์พาสได้

  • โตเกียวดิสนีย์แลนด์

・บิ้ก ทันเดอร์ เม้าท์เท้น(Big Thunder Mountain)
・สแปรช เม้าท์เท้น(Splash Mountain)
・ภูซัง โนะ ฮันนี่ฮันท์(Pooh’s Hunnny Hunt)
・ฮอนเต็ด แมนชั่น(Haunted Mansion)
・สตาร์ทัวร์ :ดิ แอดแวนเจอร์ คอนทินิว(Star Tours: The Adventures Continue)
・สเปซ เม้าท์เท้น(Space Mountain)
・บัซ・ไลท์เยียร์ แอสโตร์ บราสเตอร์ส(Buzz Lightyear’s Astro Blasters)
・มอนสเตอร์ อิ้งค์ ไลด์& โก ซีค!”(Monsters, Inc. Ride & Go Seek!)

  • โตเกียวดิสนีย์ซี

・ทาวเวอร์ ออฟ เทเลอร์(Tower of Terror)
・ทอบ สตอร์รี่ มาเนีย(Toy Story Mania!)
・อินเดียน่า โจนส์ ®・แอดแวนเจอร์:เทอเพ่อร์ ออฟ เดอะ คริสตอล สกูล(Indiana Jones® Adventure: Temple of the Crystal Skull)
・เรกินส์ สปิริตส์(Raging Spirits)
・เดอะ เมจิคส์ แลมป์ เทียร์เตอร์(The Magic Lamp Theater)
・เมอร์เมด ลากูน เทียร์เตอร์(Mermaid Lagoon Theater)
・20,000 ลีก อันเดอร์ เดอะ ซี(20,000 Leagues Under the Sea)
・จอนนี่ ทู เดอะ เซนเตอร์ ออฟ ดิ เอริท (Journey to the Center of the Earth)

 

++ การออกตั๋วฟาสท์พาสสิ่งที่ต้องพึงระวัง

1.ยังไงก็ตามรีบออกตั๋วฟาสท์พาสกัน

ไม่เพียงแค่จจะได้เล่นเครื่องเล่นไวเท่านั้น แต่ยังจะทำให้เวลาในการออกบัตรฟาสท์พาสครั้งต่อไปไวตามมาด้วย ดังนั้นตอนเช้าหลังจากที่เข้ามาในสวนสนุกทันที แทนที่จะ รีบไปเล่นเครื่องเล่น แต่ให้รีบไปออกบัตรฟาสท์พาส วิธีนี้จะทำให้สามารถออกบัตรฟาสท์พาสได้เยอะเลยค่ะ

2.เครื่องเล่นที่ใช้เวลาต่อแถวไม่นาน ไม่ต้องออกตั๋วฟาสท์พาส

ฟาสท์พาสที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น คือหากออกบัตรไปแล้วหนึ่งครั้ง จะไม่สามารถออกบัตรได้อีกในเวลาที่กำหนดไว้ ดังนั้นต้องคำนึงถึงเวลาในการรอด้วยค่ะ ควรจะเลือกเล่นเครื่องเล่นที่ใช้เวลาในการต่อแถวไม่นานจะดีกว่า แล้วออกฟาสท์พาสกับเครื่องเล่นที่มีคิวรอนานจะดีกว่าค่ะ

มาใช้เวลาสบายๆ สนุกเพลิดเพลินกันที่โตเกียวดิสนีย์รีสอร์ท ด้วยบัตรฟาสท์พาสกัน!

=========================================================================

Cr. Matcha

จังหวัดนากาโนะ เป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงในเรื่องลานสกีและออนเซ็น

จังหวัดนากาโนะที่มีธรรมชาติที่สวยงามอย่างกว้างขวาง ทั้ง Jigokudani Monkey Park ที่จะมีลิงมาแช่ออนเซ็น, ปราสาทมัตสึโมโต้สีดำน่าค้นหา และสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอื่น ๆ อีกมามาย ในบทความนี้ เราจะแนะนำวิธีการเดินทางจากโตเกียวไปยังนากาโนะกันค่ะ

บทความของเราวันนี้ จะแนะนำวิธีการเดินทางจากโตเกียวไปยังนากาโนะ โดยใช้ข้อมูลอัพเดทล่าสุดในเดือนมิถุนายน ปีค.ศ.2016 กันค่ะ

 

++เร็วที่สุดต้อง Hokuriku Shinkansen

ถ้าขึ้นโฮคุริคุชินคันเซ็น (Hokuriku Shinkansen)จากสถานีโตเกียว จะไปถึงสถานีนากาโนะ (Nagano Station)ได้เร็วที่สุด

โฮคุริคุชินคันเซ็น เป็นเส้นทางที่เพิ่งเปิดในปีค.ศ.2015 และเป็นรถไฟชินคันเซ็นที่วิ่งจากสถานีคานาซาว่า (Kanazawa Station) กับสถานีโตเกียว ซึ่งจังหวัดนากาโนะก็เป็นทางผ่านของเส้นทางนี้ด้วย เพราะมีชินคันเซ็นสายนี้เกิดขึ้นใหม่ ทำให้การเดินทางสามารถทำได้รวดเร็วและง่าดายกว่าแต่ก่อน

โฮคุริคุชินคันเซ็นที่นั่งจากโตเกียวไปนากาโนะ มีด้วยกัน 3 ชนิด ได้แก่「คากายาคิ (Kagayaki)」「ฮาคุทากะ (Hakutaka)」และ「อาซามะ (Asama)」ชนิดที่รวดเร็วที่สุด ก็คือ「คากายาคิ 」ซึ่งจะใช้เวลาแค่79 นาที ก็จะถึงสถานีนากาโนะค่ะ

แถมยังมีที่นั่งแบบแกรน คลาส (Gran Class) ที่มีการตกแต่งภายในให้เหมือนกับระดับเฟิร์สคลาสในเครื่องบินเลยค่ะ ถ้าได้ลองนั่งดูสักครั้งจะรู้เลยว่าน่าตื่นเต้นดีเหมือนกันนะคะ ตั๋วแบบไม่ระบุที่นั่ง 7,680 เยน、แบบระบุที่นั่ง8,200 เยนค่ะ

++นั่งชมวิวสบาย ๆ ต้อง Super Azusa

Photo by t-mizo

ก่อนที่โฮคุริคุชินคันเซ็นจะเปิดบริการ การเดินทางจากโตเกียวไปนากาโนะที่รวดเร็วที่สุดก็คือ 「ซุปเปอร์อะซึสะ (Super Azusa)」บางคนอาจจะคิดว่าขึ้นโฮคุริคุชินคันเซ็นไปดีกว่า เร็วดี แต่จริง ๆ แล้วซุปเปอร์อะซึสะก็มีดีตรงที่ได้ชมวิวสวย ๆ แบบที่จะไม่ได้เห็นจากชินคันเซ็นด้วยค่ะ

「ซุปเปอร์อะซึสะ」จะเดินทางไปที่จังหวัดนากาโนะโดยผ่านจังหวัดยามานาชิ ทำให้จะวิ่งผ่านด้านข้างของภูเขาไฟฟูจิด้วย ทำให้สามารถถ่ายรูปสวย ๆ ของภูเขาไฟฟูจิจากในตัวรถไฟได้ด้วยค่ะ และเส้นทางของซุปเปอร์อะซึสะยังวิ่งผ่านภูเขาต่าง ๆ มากมาย ทำให้ได้ชมธรรมชาติที่สวยงามของญี่ปุ่นแบบหาไม่ได้จากการนั่งโฮคุริคุชินคันเซ็นด้วยนะคะ สถานีปลายทางจะไม่ใช่สถานีนากาโนะ แต่จะเป็น สถานีมัตสึโมโต้ (Matsumoto Station) ในกรณีที่จะไปชมปราสาทมัตสึโมโต้ก่อนก็จะสะดวกดีมาก ๆ เลยค่ะ

ราคา6,380 เยน และใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 50 นาที ในกรณีที่จะนั่งรถไฟจากสถานีมัตสึโมโต้ไปที่สถานีนากาโนะ ให้ขึ้นรถไฟสาย Shinonoi Line ไปค่ะ จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที ค่ารถไฟราคา 1,140 เยนราคาโดยรวมแล้วจะถูกกว่าเดินทางโดยโฮคุริคุชินคันเซ็นเล็กน้อยค่ะ

 

++อยากประหยัดงบต้อง Kousoku Bus(รถบัสด่วนพิเศษ)

Kousoku Bus จะเป็นรถบัสที่ออกเดินทางจากประตูทิศใต้ของสถานีชินจูกุไปที่สถานีนากาโนะ ข้อดีที่สุดของวิธีการเดินทางโดยรถบัสก็คือราคาถูกที่สุด ราคาที่ถูกที่สุดประมาณ 1,000 เยนเลยทีเดียว และแบบแพงที่สุดก็ 5,000 เยน ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 40 นาที ถ้าออกเดินทางแต่เช้าก็จะถึงนากาโนะในช่วงกลางวันพอดีเลยค่ะ

 

++อยากแวะเที่ยวระหว่างทางด้วยต้อง รถเช่า

รถเช่าก็เป็นอีกวิธีที่เราแนะนำ ถ้าระยะทางจากโตเกียว – นากาโนะ และยังไม่ต้องเสียค่าน้ำมันมากจนเกินไป

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าออกเดินทางจากสถานีชินจูกุ ถ้าขับขึ้นทางด่วน ก็จะถึงสถานีนากาโนะโดยใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 20 นาที ค่าทางด่วนประมาณ 5〜6,000 เยน ถ้ารวมค่าน้ำมันด้วยก็จะราคาประมาณ 8,000 เยนต่อการเดินทางแต่ละขา

ถ้าเดินทางทั้งหมด 4 คน หารแล้วจะเหลือประมาณคนละ 2,000 เยนเท่านั้น ซึ่งนับว่าถูกมากเลยค่ะ แถมยังดีตรงที่ได้แวะเที่ยวตามที่ต่าง ๆ ระหว่างทางด้วยนะคะ

จบแล้วค่ะ วิธีการเดินทางไปนากาโนะ 4 วิธีที่เราแนะนำไป ถ้าคำนึงถึงเวลาก็อาจจะดีที่สุดที่จะนั่งโฮคุริคุชินคันเซ็นไปค่ะ

แต่ก็อาจจะแตกต่างกันแล้วแต่ไลฟ์สไตล์ของเพื่อน ๆ ว่าแผนการเดินทางเป็นยังไง ลองใช้ข้อมูลของเราอ้างอิงเพื่อหาวิธีการเดินทางที่เหมาะกับเพื่อน ๆ ดูนะคะ

=============================================================================

Cr. Matcha

ทริป เที่ยวฟูจิ คราวนี้ไม่มีหลง เพราะเรารวบรวมวิธีการเดินทางจากกรุงโตเกียวไปยังริมทะเลสาปคาวากูจิโกะ (Kawaguchiko) เพื่อชมทิวทัศน์สวย ๆ ของภูเขาไฟฟูจิเอาไว้ให้แล้วในทางหนทางที่ประหยัดสุด ๆ

ภูเขาไฟฟูจิ (Mt. Fuji) ตั้งอยู่บริเวณจังหวัดชิสุโอกะ (Shizuoka) และจังหวัดยามานาชิ (Yamanashi) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวติดอันดับท็อปฮิตที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมักจะไปเยือนมากที่สุดเนื่องจากภูเขาไฟฟูจินั้นเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ที่งดงามของประเทศที่ชาวญี่ปุ่นผูกพัน ทั้งยังเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศอีกด้วย โดยภูเขาไฟฟูจินั้นมีความสูงถึง 3,776 เมตรเลยทีเดียว

นอกจากความสูงแล้วภูเขาไฟลูกนี้ยังมีความงดงามในด้านของรูปทรงที่สมมาตรกันทุกด้าน ไม่ว่ามองมุมไหนก็ไม่บิดเบี้ยว ทั้งยังมีความงามของยอดเขาที่มีหิมะปกคลุมเป็นสีขาวโพลนเกือบตลอดทั้งปี กลายเป็นทิวทัศน์สุดงดงามที่มีความน่าสนใจ ทำให้ใคร ๆ ก็อยากมาเยือนประเทศญี่ปุ่นเพื่อได้เห็นความสวยงามของภูเขาไฟฟูจิสักครั้ง

ความจริงแล้วรอบ ๆ ภูเขาไฟฟูจินั้นมีทะเลสาบล้อมรอบอยู่มากถึง 5 แห่งได้แก่ ยามานากะโกะ (Yamanakako), ไซโกะ (Saiko), โชจิโกะ (Shojiko), โมโตซุโกะ(Motosuko), และ คาวากูจิโกะ (Kawaguchigo) แต่ในบรรดาทะเลสาบทั้ง 5 นี้ คาวากูจิโกะถือเป็นสถานที่ชมภูเขาไฟฟูจิยอดนิยมที่สวยงามและเดินทางจากกรุงโตเกียวได้สะดวกที่สุดแห่งหนึ่ง

วิธีการเดินทางไปเยือนภูเขาไฟฟูจิ

++ รถบัส เป็นหนทางที่ประหยัดและง่ายสำหรับคนที่ไม่ชินทางอย่างชาวต่างชาติแบบเรา ๆ

แต่อาจใช้เวลาในการเดินทางเยอะกว่าการขึ้นรถไฟและควบคุมเวลาไม่ได้หากการจราจรในบริเวณนั้นหนาแน่น

 (Cr: mtfuji-jp.com)

รถบัสที่ว่านี้มีชื่อว่า Highway Bus โดยเราสามารถขึ้นจากสถานีชินจุกุ (Shinjuku) ไปลงที่สถานีปลายทางคาวากูจิโกะได้เลย การนั่งรถบัสจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาที (ในช่วงเวลาที่รถไม่ติด หากเป็นช่วงซากุระบานหรือใบไม้เปลี่ยนสีการจราจรจะติดขัด)

อัตราค่าโดยสารสำหรับผู้ใหญ่ราคาคนละ 1,750 เยน เด็ก 880 เยน (เที่ยวเดียว) ควรจองก่อนเดินทาง 1 วัน สามารถจองออนไลน์และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ จองรถ Tokyo Shinjuku Expressway Bus Terminal

Shinjuku Expressway Bus Terminal

ที่อยู่ 1F, 1 Chome-10 Nishishinjuku, Shinjuku-ku, Tōkyō-to 160-0023, Japan
วิธีเดินทาง นั่งรถไฟสาย Chou Line ลงที่สถานี Shinjuku เดินประมาณ 3 นาทีจะถึงป้ายรถบัส
ราคา ผู้ใหญ่คนละ 1,750 เยน เด็ก 880 เยน (เที่ยวเดียว)
โทรศัพท์ 03-5376-2222
Website Shinjuku Expressway Bus

++ รถไฟ เป็นการเดินทางที่สะดวก รวดเร็วและตรงเวลาที่สุด แต่จะไม่ได้แค่ต่อเดียวจบ 

เพราะการนั่งรถไฟไปคาวากูจิโกะนั้นจะมีการเปลี่ยนขบวนรถ ค่าใช้จ่ายจึงจะเยอะกว่าการเลือกนั่งรถบัสอยู่สักหน่อย

Cr. panoramio.com

 

โดยเริ่มจากการนั่งรถไฟสาย Azusa จากสถานี JR Shinjuku หรือ Kaiji ไปลงที่สถานี JR Otsuki ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง อัตราค่าโดยสารประมาณ 1,280 เยน *สามารถใช้ JR PASS ได้

การขึ้นรถไฟขบวนนี้มีตู้ 3 แบบ ซึ่งเราต้องเลือกขึ้นรถไฟให้ถูกตู้ด้วยโดยจะมีระบุที่ตั๋วรถไฟหรือที่ป้ายสถานี (ควรตรวจดูทุกครั้งก่อนขึ้น)

ตู้แบบที่ 1 สีเหลือง : สำหรับคนไม่ได้จองที่นั่ง
ตู้แบบที่ 2 สีแดง : สำหรับคนที่จองที่นั่ง
ตู้แบบที่ 3 สีเขียว : ที่นั่งแบบพิเศษ

จากนั้นเปลี่ยนไปนั่งรถไฟสาย Fujikyu Railway จากสถานี Otsuki ไปลงที่สถานี Kawaguchikoใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง อัตราค่าโดยสารสำหรับผู้ใหญ่ 1,110 เยน เด็ก 560 เยน (เป็นราคาโดยประมาณ) *ไม่สามารถใช้ JR PASS ได้ โดยสามารถซื้อตั๋วได้ที่สถานี Otsuki (บอกพนักงานว่าไปลงสถานี คาวากูจิโกะ )

เมื่อถึงสถานี Otsuki เราจะต้องต่อรถไฟไปลงสถานีปลายทาง Kawaguchiko (แต่รถไฟจะจอดค้างอยู่ที่สถานี Fujikyu Highland เพื่อหัวหัวกลับ ก็ไม่ต้องตกใจและอย่าเพิ่งลงนะ เพราะยังไม่ถึงจุดหมายของเรา ดูชื่อสถานีกันดี ๆ นะ) ซึ่งรถไฟสายนี้บางขบวนก็จะมีลวดลายน่ารัก ๆ ในธีมภูเขาไฟฟูจิให้เราได้นั่งด้วย

 Otsuki Station

ที่อยู่ 3641, Funatsu, Fujikawaguchiko-machi, Minamitsuru-gun, Yamanashi-ken 401-0301, Japan
วิธีเดินทาง นั่งรถไฟสาย Chou Line จากสถานี Shinjuku ไปลงที่สถานี Otsuki แล้วเปลี่ยนไปนั่งรถไฟสาย Fujikyu Railway ไปลงที่สถานี Kawaguchiko
ราคา ผู้ใหญ่คนละ 1,110 เยน เด็ก 560 เยน (เที่ยวเดียว)
Website Mt.Fuji Explorer

++ รถเช่า สะดวกเป็นส่วนตัว สามารถแวะเที่ยวระหว่างทางได้

ระยะเวลาขับรถจากโตเกียว ไปคาวากูจิโกะประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที ระยะทาง 112 กิโลเมตร ค่าทางด่วนประมาณ 3,300 เยน ถ้ารวมค่าน้ำม้นด้วยก็จะราคาประมาณ 4,300 เยน ต่อการเดินทางแต่ละขา ถ้าเดินทางทั้งหมด 4 คน หารแล้วจะเหลือประมาณคนละ 1,100 เยน (ราคายังไม่รวมค่าเช่ารถ) ซึ่งถือเป็นอีกหนี่งวิธีเดินทางที่น่าสนใจเช่นกัน

การไปชมภูเขาไฟฟูจิอันเป็นสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นนั้นไม่ยาก หากนักท่องเที่ยวอย่างเรามีการเตรียมพร้อมที่ดี ที่สำคัญคือเราจะต้องเลือกวิธีการเดินทางที่เหมาะกับตัวเอง จำจุดขึ้นรถบัสหรือจำสถานีรถไฟที่ต้องไปลงหรือเปลี่ยนให้ดีเท่านี้การไปภูเขาไฟฟูจิด้วยตัวเองแบบไม่ต้องง้อทัวร์ก็ไม่ใช่เรื่องยาก อ้ออย่าลืมเช็คพยากรณ์อากาศก่อนจะเดินทางไปด้วยนะ !

———————————————————————————————————————-

Cr. chillchilljapan.com

นอกจากฤดูใบไม้ผลิที่มีซากุระบานสวยงามแล้ว อีกหนึ่งฤดูกาลที่น่าเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น คือฤดูใบไม้ร่วงหรือใบไม้เปลี่ยนสีนั่นเองค่ะ ตอนนี้ก็เข้าสู่ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีพอดี ใครที่มีแพลนไปญี่ปุ่นอยากแวะไปชมใบไม้แดงสวยๆ ต้องลองไป 5 เมืองนี้ดูค่ะ

1.นิกโกะ (Nikko) ภูมิภาคคันโต (Kanto)

ช่วงเวลาที่ใบไม้เปลี่ยนสี : ต้นตุลาคม – กลางพฤศจิกายน

เมืองนิกโกะ ตั้งอยู่ในจังหวัดโทชิงิ (Tochigi) เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง เนื่องด้วยมีแหล่งโบราณสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก อีกทั้งยังมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ที่นี่มีจุดชมใบไม้แดงหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นบริเวณถนน ฮิโรฮะซะกะ (Irohazaka) สายคดเคี้ยวจากใจกลางเมืองนิกโกะ ไปจนถึงภูเขาอิโรฮา (Iroha) เป็นจุดชมใบไม้แดงที่สวยที่สุดในภูมิภาคคันโต ทะเลสาบชูเซนจิ (Chuzenji) น้ำตกเคกอน (Kegon Falls) ที่สำคัญมีกระเช้าให้นั่งชมวิวในมุมสูงได้แบบฟินๆ

 

2.โตเกียว(Tokyo) ภูมิภาคคันโต (Kanto) 

ช่วงเวลาที่ใบไม้เปลี่ยนสี : ปลายพฤศจิกายน – ต้นธันวาคม

เที่ยวเมืองหลวงอย่างโตเกียวทั้งที อย่าลืมแวะสวนโคอิชิคาวะ โคระคุเอ็น (Koishikawa Koeakuen) สวนที่สวยและเก่าแก่ที่สุดในญีปุ่น ที่จะถูกแต่งแต้มไปด้วยสีสันของใบไม้ที่พากันเปลี่ยนสีทั่วทั้งบริเวณ หรือที่สวนชินจูกุเงียวเอ็น (Shinjuku Gyoen) สวนสาธารณะอันเงียบสงบ สวยงามหลากสไตล์ เป็นสุดยอดสถานที่พักผ่อนหย่อนใจในใจกลางเมือง นอกจากนี้อีกหนึ่งจุดฮิต คือสวนโชวะ คิเนน (Showa Kinen Park) ที่รายล้อมด้วยต้นกิงโกะและต้นเมเปิ้ล ร่มรื่นสวยงาม

 

3.ฟูจิและทะเลสาบทั้งห้า (Fuji 5 Lakes) ภูมิภาคคันโต (Kanto)

ช่วงเวลาที่ใบไม้เปลี่ยนสี : ปลายตุลาคม – กลางพฤศจิกายน

หากได้มีโอกาสไปเที่ยวภูเขาไฟฟูจิในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี โดยเฉพาะที่ทะเลสาบคาวากูจิโกะ (Kawakuchiko) จะได้พบกับทัศนียภาพของฟูจิซังใต้ท้องฟ้าอันสดใส สะท้อนผืนทะเลสาบกว้างไกล และความงดงามของใบไม้ที่เปลี่ยนสีบริเวณริมทะเลสาบอีกด้วย บรรยากาศแบบนี้จะเดินเล่นปั่นจักรยาน ล่องทะเลสาบชมวิวก็ไม่มีเบื่อ ที่ห้ามพลาดเลยก็คือการชมไฟประดับประดายามค่ำคืนในช่วงเทศกาล โรแมนติคสุดๆ

 

4.เกียวโต (Kyoto) ภูมิภาคคันไซ (Kansai)

ช่วงเวลาที่ใบไม้เปลี่ยนสี : กลางพฤศจิกายน – ต้นธันวาคม

ที่เกียวโตนั้นมีสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีอยู่หลายแห่ง สถานที่ยอดนิยม เช่น อะราชิยามะ (Arashiyama) ชมใบไม้เปลี่ยนสีบนภูเขาสลับซับซ้อน ถ่ายรูปกับสะพานโทเง็ตสึเคียว เดินชมย่านบ้านเก่าซากะ โทริอิโมโตะ หรือจะไปชมที่วัดชื่อดัง คิโยมิสึ เดระ (Kiyomizu-dera Temple) บนระเบียงยอดฮิต ถ่ายรูปสวย หรือจะไปวัดคินคะคุจิ (Kinkakuji Temple) วัดโทฟุคุจิ (Tofukuji Temple) วัดเทนเรียวจิ (Tenryuji Temple) ก็สวยงามไม่แพ้กัน

 

5.โอซาก้า (Osaka) ภูมิภาคคันไซ (Kansai)

ช่วงเวลาที่ใบไม้เปลี่ยนสี : กลางพฤศจิกายน – ต้นธันวาคม

จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามที่สุดในโอซาก้า ต้องไปที่วนอุทยานแห่งชาติมิโน (Mino Koen) ที่มีทิวทัศน์สวยงาม อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด สัมผัสธรรมชาติอันชุ่มฉ่ำ ชมน้ำตกที่ไหลสดกระเซ็นแต้มเมเปิ้ลหลากสี หรือที่ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle) ก็จะมีต้นแปะก๊วยสีเหลืองทองอร่อามอยู่บริเวณลานด้านหน้าปราสาท เหมาะสำหรับไปพักผ่อนหย่อนใจ ชมความงามของปราสาทไปพร้อมกับใบไม้เปลี่ยนสี นอกจากนี้หากใครผ่านไปยังถนนมิโดสุจิที่อยู่ใจกลางโอซาก้า ก็สามารถชมความงามของต้นแปะก๊วยได้ทั้งสองข้างทาง

————————————————————

Cr. travel.truelife.com

แนะนำการเตรียมตัวเที่ยวญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี จะต้องเตรียมตัวอย่างไร อากาศจะหนาวหรือร้อนแค่ไหน ที่ไหนจะได้ชมใบไม้เปลี่ยนสีได้อย่างสวยงาม มาเก็บข้อมูลกันก่อนได้เลยที่นี่

ฤดูกาลใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่น ใบไม้ก็จะเริ่มเปลี่ยนสีตั้งแต่ในช่วงกลางเดือนกันยายนไล่ไปจนถึงต้นเดือนธันวาคม ใครที่มีตั๋วเครื่องบินอยู่ในมือแล้วก็ต้องไม่พลาดที่จะไปหาแหล่งชมใบไม้เปลี่ยนสีสวย ๆ ของญี่ปุ่นกัน แต่จะต้องเตรียมตัวอย่างไร มีอะไรที่น่ารู้ก่อนไปเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีบ้าง ฤดูกาลนี้จะหนาวหรือร้อนมากแค่ไหน วันนี้เรามีคำแนะนำดี ๆ เกี่ยวกับการไปเที่ยวญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี พร้อมกับเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการชมใบไม้เปลี่ยนสีมาฝากกันค่ะ จะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง ไปดูกันเลย

1. เทศกาลชมใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่นจะมีในทุกปี โดยจะเริ่มตั้งแต่ประมาณเดือนกันยายน-ต้นเดือนธันวาคม
 
2. การเปลี่ยนสีของใบไม้ในช่วงนี้จะเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวไปเป็นสีเหลือง สีส้ม หรือสีแดง ก่อนที่จะร่วงจนหมดต้น
 
3. ใบไม้สีแดงในภาษาญี่ปุ่นจะเรียกว่า โคโย (Koyo) การชมใบไม้เปลี่ยนสีจึงเรียกว่าโคโยตามไปด้วย 
 
4. ไฮไลท์ของฤดูกาลนี้จะเป็นพืช 3 ชนิด ได้แก่ ต้นเมเปิล (Maple), ต้นแปะก๊วย (Gingko) และหญ้าโคเชีย (Kochia)

5. สำหรับการชมหญ้าโคเชีย (Kochia) เปลี่ยนสี สถานที่ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุดจะอยู่ที่ สวนริมทะเลฮิตาชิ ซีไซด์ ปาร์ค (Hitachi Seaside Park) โดยจะมีให้ชมในช่วงเดือนตุลาคม รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ hitachikaihin.jp

6. อากาศในช่วงฤดูใบไม้ร่วงจะกำลังเย็นสบาย ไม่ถึงกับหนาวมาก อุณหภูมิโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 8-20 องศาเซลเซียส ถ้าขึ้นไปทางฝั่งฮอกไกโดก็จะลมเย็นกว่าในเมืองใหญ่ ๆ อย่างโตเกียว, เกียวโต หรือโอซาก้า
 
7. การแต่งกายควรเตรียมเสื้อคลุมแขนยาว เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว เสื้อคอเต่า เสื้อคาร์ดิแกน ผ้าพันคอ ฯลฯ เพื่อป้องกันลมหนาวไปด้วย
 
8. การเปลี่ยนสีของใบไม้ในญี่ปุ่นจะเริ่มตั้งแต่ทางภาคเหนือ คือเกาะฮอกไกโด ไล่ไปจนถึงทางใต้ของประเทศ คือเกาะคิวซู

9. จุดแรกที่จะได้ชมปรากฏการณ์ใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่นจะอยู่ที่ฮอกไกโด ราว ๆ เดือนกันยายน ใบไม้ก็จะเริ่มเปลี่ยนสี สถานที่ที่มีชื่อเสียงมาก ๆ ในการชมความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสีบนเกาะฮอกไกโด ก็คือบริเวณเทือกเขา Asahidake และยังสามารถนั่งเรือกอนโดลาชมความสวยงามของใบไม้สีแดง ส้ม เหลืองแบบพาโนรามาได้ที่ Sapporo Kokusai Ski Resort

10. ในส่วนของเมืองใหญ่อย่างโตเกียว เทศกาลชมใบไม้เปลี่ยนสีจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ไปจนถึงกลางเดือนธันวาคม แต่ช่วงที่กำลังสวยงามจะอยู่ราว ๆ ปลายเดือนพฤศจิกายน

11. สถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามของโตเกียว อาทิ  ถนน Icho Namiki หรือ Ginkgo Avenue, Shinjuku Gyoen National Garden, Showa Memorial Park, Rikugien Garden, Koishikawa Korakuen Gardens, Yoyogi Park, Imperial Palace East Gardens เป็นต้น


12. ถ้าหากมีโอกาสไปเที่ยวโตเกียวในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน-ต้นเดือนธันวาคม ต้องไม่พลาดไปเดินเล่นแถว ๆ ถนน Icho Namiki บริเวณใกล้ ๆ กับสวนเมจิ (Meiji Jingu Gaien Park) ถนนเส้นนี้จะมีต้นแปะก๊วย (Gingko) มากกว่า 100 ต้นเรียงรายทั้งสองฟากฝั่งถนน เป็นสีเหลืองทองสะพรั่ง สวยงามราวกับดินแดนในฝันเลยทีเดียว
 
13. ภูมิภาคสุดท้ายที่จะสามารถชมความสวยงามของฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ญี่ปุ่นได้จะอยู่ที่เกาะคิวชู โดยมีเมืองฟุกุโอกะ (Fukuoka) เป็นเมืองหลักสำคัญ ที่นักท่องเที่ยวมักนิยมไปเที่ยวชม 

14. สถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ได้รับความนิยมทั่วทั้งญี่ปุ่น อาทิ อุทยานแห่งชาติไดเซ็ทสึซัน (Daisetsuzan National Park), ทะเลสาบโทวาดาโกะ (Towadako Lake), เมืองนิกโก (Nikko) สวนเมจิจิงงูไกเอ็ง (Meiji Jingu Gaien Park), ทะเลสาบคาวางุจิโกะ (Kawaguchi Lake), อะระชิยะมะ (Arashiyama) เป็นต้น
 
15. นอกจากการชมใบไม้เปลี่ยนสีตามสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมต่าง ๆ ในญี่ปุ่นแล้ว อีกหนึ่งช่องทางในการชมใบไม้เปลี่ยนสีและวิวทิวทัศน์อันสวยสะพรั่งของญี่ปุ่น ก็คือการนั่งรถไฟ ซึ่งตลอดทั้งสองข้างทางจะเต็มไปด้วยใบไม้หลากสีสัน พร้อมกับวิวของธรรมชาติและบ้านเรือนของญี่ปุ่น เป็นประสบการณ์ที่จะได้ชมใบไม้เปลี่ยนสีอย่างแตกต่างและประทับใจสุด ๆ

16. เส้นทางการนั่งรถไฟชมใบไม้เปลี่ยนสีที่มีชื่อเสียงเส้นทางหนึ่งของญี่ปุ่น ก็คือ Wide View Hida เป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองนาโกย่า (Nagoya) ไปยังเมืองโทยามะ (Toyama) โดยตลอดเส้นทางจะมีวิวทิวทัศน์ของป่าเขา และบ้านเรือนของชาวญี่ปุ่นในชนบทที่สวยงามมาก ๆ นั่งชมวิวเพลิน ๆ ไปพร้อมกับการกินข้าวกล่องสุดอร่อย บอกเลยว่าเป็นเส้นทางที่ฟินสุด ๆ ดูเส้นทางอื่น ๆ ได้ที่jprail.com
 
17. สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ jnto.or.th และติดตามการเคลื่อนไหวของเทศกาลใบไม้เปลี่ยนสีได้ที่เว็บไซต์ kouyou.nihon-kankou.or.jp
 
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อการเตรียมตัวไปเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ญี่ปุ่นได้อย่างประทับใจสุด ๆ ใครมีตั๋วเครื่องบินอยู่ในมือแล้ว ก็เตรียมตัวเดินทางกันได้เลย ส่วนถ้าใครยังไม่ได้วางแผนไว้ ต้องรีบนิดหนึ่งนะคะ เพราะฤดูกาลนี้จะมีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวญี่ปุ่นค่อนข้างหนาแน่น ทำให้ที่พักต่าง ๆ อาจจะหายากสักนิด รวมทั้งตั๋วเครื่องบินก็ถูกจองยาวเหยียด ยังไงเราก็เอาใจช่วยนะคะ สักครั้งหนึ่งในชีวิตต้องไปเที่ยวชมความสวยงามแบบนี้กันให้ได้ 🙂
 
          หมายเหตุ : การเปลี่ยนสีของใบไม้จะขึ้นอยู่กับสภาวะอากาศ เพราะฉะนั้นควรศึกษาข้อมูลก่อนเดินทางทุกครั้ง

—————————————————————————-

CR. kapook

เวลาเราไปต่างประเทศแล้วต้องเข้าไปทำธุระที่ห้องน้ำสาธารณะก็คงจะมีงง ๆ กันบ้างเพราะแต่ละประเทศก็มีวิธีการใช้งานที่ต่างกันไปใช่มั้ยครับ จะไปถามใครก็รู้สึกเขินจนไม่อยากถามใช่มั้ยครับ

ด้วยเหตุนี้เองทางเราจึงอยากแนะนำเกี่ยวกับวิธีการใช้ห้องน้ำสาธารณะในญี่ปุ่นซึ่งเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลกว่าเป็นห้องน้ำที่น่าเข้าที่สุดในโลกบ้างล่ะ เป็นห้องน้ำที่มีอุปกรณ์ครบครันบ้างล่ะนั่นเองครับ

+ สถานที่ที่มีห้องน้ำสาธารณะให้บริการ

ห้องน้ำสาธารณะจะมีอยู่ตามสวนสาธารณะ สถานีรถไฟ ห้างสรรพสินค้า และร้านอาหารครับ มีเยอะจนเรากล้ารับประกันว่าหาไม่ยากอย่างแน่นอน

หากคุณผู้อ่านอยากเข้าห้องน้ำให้ลองมองหาสัญลักษณ์ตามภาพข้างบน หรือถามเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า “โทอิเระ วะ โดโคะ เดสึก๊ะ” ซึ่งแปลว่า “ห้องน้ำอยู่ที่ไหนครับ/คะ?”

※คนญี่ปุ่นจะเรียกห้องน้ำด้วยคำว่า “toilet” ซึ่งเป็นคำทับศัพท์จากภาษาอังกฤษ

+ เข้าห้องน้ำที่ญี่ปุ่นไม่ต้องเสียเงิน

ห้องน้ำสาธารณะส่วนมากจะมีกระดาษทิชชูให้ใช้ฟรี ดังนั้นคุณผู้อ่านจึงไม่จำเป็นต้องเตรียมเศษเหรียญไปหยอดตู้ซื้อกระดาษทิชชูแต่อย่างใดครับ

+ ทำยังไงกับกระดาษทิชชูใช้แล้วดี?

คุณผู้อ่านสามารถทิ้งกระดาษทิชชูใช้แล้วลงในโถ และกดชักโครกลงไปได้เลยครับ แต่อย่าได้เข้าใจผิดว่าถังขยะในห้องน้ำมีไว้ให้ทิ้งทิชชูแบบในบ้านเรา เพราะนั่นเขามีไว้สำหรับให้ทิ้งผ้าอนามัยครับ ที่เป็นเช่นนี้เพราะกระดาษทิชชูสำหรับใช้ในห้องน้ำที่ญี่ปุ่นมีคุณสมบัติยุ่ยในน้ำง่าย และด้วยระบบท่อระบายน้ำที่ได้รับการจัดการดูแลอย่างดีทำให้สามารถชักโครกกระดาษทิชชูไปได้เลยครับ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะทิ้งอะไรลงไปก็ได้ตามใจชอบนะครับ หากมีของอย่างอื่นก็ให้นำไปทิ้งถังขยะตามปกติ

+ ห้องน้ำสาธารณะในญี่ปุ่น: หลากประเภท และวิธีการใช้งาน

ก่อนจะพูดถึงวิธีการใช้งานห้องน้ำ เราขอแนะนำถึงห้องน้ำประเภทต่าง ๆ ในญี่ปุ่นกันก่อนครับ โดยมีทั้งหมดด้วยกัน 3 ประเภท

  •  ประเภทแรก: ห้องน้ำแบบญี่ปุ่น

ห้องน้ำประเภทนี้นับวันยิ่งน้อยลงเรื่อย ๆ โดยห้องน้ำแบบนี้น่าจะเห็นได้ทั่วไปตามประเทศในแถบเอเชียครับ คุณผู้อ่านจะเจอห้องน้ำแบบนี้ได้ตามบริเวณจุดพักรถตามไฮเวย์

วิธีการใช้งานก็ไม่มีอะไร เพียงแค่ยืนหันหน้าเข้าแล้วนั่งยอง ๆ ครับ ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือทิศทางที่จะหันหน้าเข้า โดยให้ดูจากภาพด้านล่างครับ แล้วก็ห้ามไปนั่งบนส่วนที่ยื่นขึ้นมานะครับ เมื่อเสร็จธุระให้โยกคันโยกข้างหน้าเพื่อทำการชักโครกครับ

  • ประเภทที่สอง: ห้องน้ำแบบตะวันตก

อย่างที่ทุกคนคงรู้ดีครับ ห้องน้ำแบบตะวันตกก็คือห้องน้ำที่มีส้วมแบบนั่งลงไปลักษณะเหมือนนั่งเก้าอี้ครับ ก่อนอื่นให้เปิดฝาขึ้นมา จากนั้นนั่งลงบนโถส้วมแล้วจัดการทำธุระได้เลยครับ

ข้อระวังสำคัญมาก ๆ เลยคือห้ามนั่งยอง ๆ บนโถส้วมครับเนื่องจากอาจเกิดอุบัติเหตุได้

สำหรับท่านชายที่จะปัสสาวะก็ให้ยกที่รองนั่งขึ้นก่อนค่อยทำธุระครับ

ตอนจะชักโครกจะสังเกตเห็นคันโยกแบบในภาพข้างบน แต่บางที่ก็อาจจะเป็นปุ่มให้กด หรือบางที่เหนือกว่านั้นคือทำให้อัตโนมัติเลยก็มีครับ โดยตัวอักษร 2 ตัวที่เห็นนั้นจะมี “大” ซึ่งแปลว่า ใหญ่ และ “小” ซึ่งแปลว่า น้อย อยู่บนคันโยก โดยสามารถหมุนไปได้สองทางครับ หากหมุนไปทางตัวอักษรที่แปลว่า ใหญ่ จะเป็นการชักโครกด้วยน้ำปริมาณมากสำหรับใช้หลังจากทำธุระหนัก ส่วนอีกแบบคือชักโครกด้วยน้ำที่น้อยลงเพื่อเป็นการประหยัดน้ำสำหรับคนที่ใช้ห้องน้ำทำธุระเบาครับผม

ภาพโดย Debs (ò‿ó)♪

หากคุณผู้อ่านเจอแผงควบคุมแบบในภาพข้างบนให้กดปุ่มในบริเวณที่วงสีแดงเพื่อชักโครก
แต่หากห้องน้ำมีปุ่มแค่ปุ่มเดียวก็ให้กดปุ่มนั้นครับ แต่หากห้องน้ำไหนไฮเทคหน่อยก็จะติดเซนเซอร์ วิธีใช้ก็เพียงเอามือไปใกล้ ๆ ครับ

แต่ถ้าหากหาอย่างที่ว่ามาไม่เจอเลย คันชักโครกอาจจะอยู่ข้างหน้าหรือข้าง ๆ ของคุณผู้อ่านครับ ตัวปุ่มหรือเซนเซอร์อาจจะอยู่บนฝาผนังข้างซ้ายหรือข้างขวาก็ได้

แผงควบคุมสำหรับกดปุ่มสำหรับชักโครก

  • ประเภทที่สาม: โถปัสสาวะ (สำหรับผู้ชายเท่านั้น)

ภาพโดย mooljot

ห้องน้ำแบบนี้ไม่ว่าที่ไหนก็คงมีใช้กันทั่วไปใช่มั้ยครับ บางที่ก็มีปุ่มหรือคันโยกให้ใช้ บางที่ก็มีเซนเซอร์คอยชะล้างให้อัตโนมัติเวลาที่เราผละไปจากโถครับ

+ สรุปประเด็นการใช้ห้องน้ำสาธารณะญี่ปุ่น

ก่อนปิดบทความไปทางเราขอสรุปวิธีการใช้งานห้องน้ำสาธารณะในญี่ปุ่นคร่าว ๆ ดังนี้ครับ
• ห้ามทิ้งกระดาษทิชชูใช้แล้วในถังขยะ แต่ให้ชักโครกลงไปด้วย (ส่วนผ้าอนามัยหรืออย่างอื่นให้ทิ้งใส่ถังขยะตามปกติ)
• กรุณาชักโครกหลังเสร็จธุระ (หากมองแล้วไม่รู้ว่าปุ่มไหนเป็นอะไร หากไม่มั่นใจว่าควรกดปุ่มไหนก็ให้กดปุ่มที่เขียนว่า ใหญ่ ไว้ก่อนครับ)
• ห้ามนั่งยอง ๆ บนโถส้วมแบบนั่งเด็ดขาด

ต่างประเทศก็ต่างขนบธรรมเนียม มารยาทการใช้ห้องน้ำก็เช่นกันครับ เหตุที่เขากล่าวกันว่าห้องน้ำสาธารณะในญี่ปุ่นสะอาดมากนั้นไม่ใช่เพราะว่าคนทำความสะอาดทำงานดีหรอกครับ แต่เป็นเพราะลักษณะนิสัยของคนญี่ปุ่นเองเสียมากกว่า เพราะต่างคิดถึงคนที่จะมาใช้ต่อจากตัวเองนั่นเองครับ

ห้องน้ำเป็นสิ่งหนึ่งที่เราขาดไม่ได้ในชีวิตแต่ละวัน ๆ ของเรา ดังนั้นมาเรียนรู้วิธีการใช้งานอย่างเหมาะสมกันดีกว่าครับ

——————————————————-

Cr. mcha-th.com