ความแตกต่างระหว่าง

ตัวแทนจองรถเช่าในไทย กับ จองออนไลน์ …. 🚗🚕 

จองกับ อีซี่ แอนด์ เซฟ 

ค่าบริการ

อีซี่ แอนด์ เซฟ

✔ ประกันภัยครอบคลุมสูงสุด ไม่ต้องซื้อเพิ่มจองตรงกับ อีซี่ แอนด์ เซฟ

ฟรี ประกันภัยชั้น 1 คุ้มครองสูงสุด 30,000,000 เยน

ฟรี ประกัน NOC ค่าชดเชยความเสียหายทางธุรกิจ

 อุปกรณ์เสริมต่างๆ จองตรงกับ อีซี่ แอนด์ เซฟจองตรงกับ อีซี่ แอนด์ เซฟจองตรงกับ อีซี่ แอนด์ เซฟ

ฟรี ที่นั่งสำหรับเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี

ฟรี ยางหิมะ (ในบางพื้นที่)

สำหรับบัตรทางด่วนเหมาจ่ายทุกประเภทสามารถจองผ่านเราได้ล่วงหน้าก่อนเดินทาง

ตัวอย่างบัตรทางด่วนแบบเหมาจ่าย เช่น HEP CARD,  KEP CARD, CEP CARDTEP CARD , SEP CARDJEP CARD เป็นต้น

✔ ที่ปรึกษาด้านการขับรถเที่ยว จองตรงกับ อีซี่ แอนด์ เซฟ

ยินดี ให้คำปรึกษาเส้นทางการขับรถเที่ยวญี่ปุ่น

แนะนำ รุ่นรถ + สัมภาระ เหมาะสมกับผู้เดินทาง

อุ่นใจ ทีมช่วยเหลือฉุกเฉินโดยเจ้าหน้าที่คนไทย

เว็บออนไลน์

⭕ ซื้อเพิ่ม ค่าประกันอุบัติเหตุพื้นฐาน

⭕ ซื้อเพิ่ม ประกัน NOC 

⭕ ซื้อเพิ่ม ค่าอุปกรณ์เสริมต่างๆ 

ความสะดวกในการจองรถเช่า

อีซี่ แอนด์ เซฟ

🔵 จองรถเช่าได้ที่ไทย เราเป็นตัวแทน TOYOTA Rent a Car แห่งแรกในไทย ติดต่อได้หลายช่องทาง : โทรศัพท์ อีเมล ไลน์ หรือมาที่ออฟฟิศอยู่ใจกลางเมือง 

🔵 สามารถทดลองใช้ GPS ของจริงที่ออฟฟิศในไทย

เว็บออนไลน์

🔴 ต้องจองผ่านระบบที่หน้าเว็บไซต์

🔴 หาข้อมูลตัดสินใจเองไม่มีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำ 

  กรณีจองรถไม่ได้ตามที่ต้องการ

🔵 เราสามารถตรวจสอบรุ่นรถ หรือสาขาที่อยู่ใกล้เคียงให้ได้ 

  กรณีจองรถไม่ได้ตามที่ต้องการ

🔴 ต้องโทรเช็คต่างประเทศ หรือทำการจองใหม่

การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดการจอง

อีซี่ แอนด์ เซฟ

🔵 เปลี่ยนแปลงได้ 7 วัน ก่อนเดินทาง โดยติดต่อกับเจ้าหน้าที่ชาวไทย ทางโทรศัพท์ อีเมล หรือไลน์

จองกับ อีซี่ แอนด์ เซฟ จองกับ อีซี่ แอนด์ เซฟ 

เว็บออนไลน์

🔴 ต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่ CALL CENTER ชาวต่างชาติเป็นภาษาอังกฤษ หรือภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น

———————————————————————————————————————————————————-

หากคุณต้องการเปิดประสบการณ์เดินทางแบบใหม่ ที่อิสระและสนุก : อีซี่ แอนด์ เซฟ ยินดีให้คำปรึกษาสำหรับคนที่หลงใหลการขับรถเที่ยวในญี่ปุ่น

สอบถามได้ที่ EASY&SAVE : 02 676 3377

[ 🌞ฤดูร้อนประเทศญี่ปุ่น ]

              พูดถึงฤดูร้อน อากาศก็ร้อนราวกับประเทศไทยบ้านเราเลยค่ะ ส่วนใหญ่คนจะนิยมเที่ยวประเทศญี่ปุ่นในฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิกัน แต่คุณรู้หรือไม่ว่าฤดูร้อนก็มีความน่าตื่นตาตื่นใจและไม่ควรพลาดเหมือนกัน ก็คือเทศกาลฤดูร้อน ที่เป็นเอกลักษณ์ดึงดูดนักท่องเที่ยวไม่แพ้ฤดูอื่นๆ ให้ความคึกคักและเต็มไปด้วยความบันเทิงของเทศกาลต่างๆที่คนไทยอย่างเราต้องไปดูให้ได้ ครั้งหนึ่งในชีวิตจริงๆค่ะ

11 เทศกาลฤดูร้อน🌞
มาดูกันเร็ว…!! กับเทศกาลที่น่าสนใจในประเทศญี่ปุ่น

เทศกาลทานาบาตะ

เทศกาลทานาบาตะ (Tanabata Festival)

เทศกาลสำคัญของคนญี่ปุ่นที่มีตำนานเล่าขานถึงความโรแมนติก หรือที่เรียกอีกอย่างว่า “เทศกาลดวงดาว” ซึ่งตรงกับวันที่ 7 เดือนกรกฏาคมของทุกปี เป็นวันแห่งความรักและความสุขสมหวังของดวงดาว 2 ดวงจะได้มีโอกาสกลับมาพบกันสมดังใจที่คิดถึงและปรารถนา คนญี่ปุ่นเชื่อว่าเจ้าหญิงทอผ้าและชายเลี้ยงวัวจะได้พบกันเพียงปีละครั้ง และเป็นวันที่ทางช้างเผือกจะออกมาปรากฏบนท้องฟ้าของประเทศญี่ปุ่น ทำให้สามารถมองเห็นกันได้ในทุกๆ ปี และยังมีการเขียนคำอธิษฐานต่างๆ บนกระดาษแผ่นเล็กๆ หลากสีสันที่เรียกว่า ทังซะกุ (Tanzaku) จากนั้นก็จะนำไปแขวนประดับกับกิ่งไผ่ เพื่ออธิษฐานขอพรจากดวงดาวโอริฮิเมะ (Orihime) ที่เชื่อว่าจะทำให้สมหวังตามปรารถนา

ช่วงเวลากลางคืนจะมีการประดับไฟอย่างสวยงาม รวมทั้งยังมีการจัดงานวัด ซึ่งมีกิจกรรมต่างๆ ภายในงานอย่างมากมาย โดยจะมีการจัดเทศกาลนี้ทั่วทั้งญี่ปุ่น แต่จะมีอยู่ 3 เมืองที่มีการจัดอย่างยิ่งใหญ่ คือ เมืองเซนได จังหวัดมิยางิ (Sendai, Miyagi) ซึ่งจัดในวันที่ 6 – 8 สิงหาคม 2019 ต่อมาคือเมืองโชนัน ฮิราสึกะ จังหวัดคะนะงะวะ (Shonan Hiratsuka, Kanagawa)  ปกติจะจัดช่วงอาทิตย์แรกและอาทิตย์สองของเดือนกรกฎาคม ซึ่งจะจัดขึ้น 3-4 วันเท่านั้น และสุดท้ายคือเมืองอันโจ จังหวัดไอจิ (Anjo, Aichi) จะจัดขึ้นในช่วงหนึ่งอาทิตย์แรกของเดือนสิงหาคม (วันศุกร์ – วันอาทิตย์)

เทศกาลชินจูกุ เออิสะ(Shinjuku Eisa Festival)

เทศกาลเออิซา เป็นเทศกาลที่มีการบวงสรวงวิญญาณบรรพบุรุษและสวดภาวนาเพื่อขอให้ครอบครัวอยู่ดีมีสุขและกิจการเจริญรุ่งเรือง เหล่าบรรดานักแสดงทั้งชายและหญิงจะร่ายรำแบบโอกินาว่าและพร้อมกับเคลื่อนขบวนและเต้นรำตามจังหวะของเสียงกลองไทโกะผ่านไปยังส่วนต่างๆ ของเมือง ประเพณีที่มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศจากโอกินาว่านี้ได้แพร่หลายมาสู่ชินจูกุ โตเกียว และกลายเป็นสัญลักษณ์ของฤดูร้อนของชินจูกุ ซึ่งงานจะเริ่มปลายเดือนกรกฎาคมของทุกปี ย่านฮาราจูกุ กรุงโตเกียว (Harajuku, Tokyo)

เทศกาลคังเก็นไซ

เทศกาลคังเก็นไซ (Kangen Sai Festival)

เทศกาลที่สำคัญของพิธีกรรมทางเรือที่ญี่ปุ่น จัดโดยศาลเจ้าอิสึคุชิมะ (Itsukushima) ตั้งอยู่ในจังหวัดฮิโรชิม่า ภูมิภาค ชูโกคุ ซึ่งเป็นการผสมผสานพิธีกรรมทางศาสนากับดนตรีดั้งเดิมได้อย่างกลมกลืน โดยการนำเรือที่จุดไฟสว่างไสวล่องไปยังศาลเจ้าบริเวณรอบๆ และระหว่างนั้นนักบวชที่อยู่ภายในเรือจะมีการบรรเลงดนตรีแบบคังเก็ง (Kangen Music) ซึ่งนอกจากการแสดงแล้วนั้นยังมีการแสดงรำประกอบดนตรีราชสำนักด้วยเครื่องดนตรีแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น อย่าง ขลุ่ย กลอง และเครื่องสาย ที่ล้วนเป็นการแสดงที่สวยงามและหาชมยากจากที่อื่น

.เทศกาลเนบุตะ มัตสึริ

เทศกาลเนบุตะ มัตสึริ (Aomori Nebuta Matsuri)

เทศกาลหุ่นโคมไฟสืบสานกันมายาวนานกว่า 300 ปี เป็นเทศกาลฤดูร้อนที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลทานาบาตะ (Tanabata) จัดขึ้นตามเมืองต่างๆ ของจังหวัดอะโอะโมะริ (Aomori,Tohoku) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ไฮไลท์ของเทศกาลคือขบวนพาเหรดโคมไฟขนาดใหญ่ยักษ์ที่มีการสร้างสรรค์จำลองตัวละครจากละครคะบุกิ เรื่องเล่าตามวัฒนธรรม หรือละคร อิงประวัติศาสตร์ที่ได้รับความนิยม การแสดงกลองอันสนุกสนาน วันสุดท้ายของงานจะมีการแสดงดอกไม้ไฟริมแม่น้ำตระการตาเพื่อเป็นการปิดท้ายงานเทศกาลอย่างยิ่งใหญ ช่วงระยะเวลาจัดงานคือ วันที่ 2-7 สิงหาคมของทุกปี

เทศกาลยามางาตะ-ฮานะกาสะ

เทศกาลยามางาตะฮานะกาสะ (Yamagata Hanagasa Matsuri)

เทศกาลที่ติดอันดับ 1 ใน 4 ซึ่งถือได้ว่าเป็นเทศกาลที่สำคัญในภูมิภาคโทโฮคุ (Tohoku) ตลอดระยะเวลาที่จัดงานจะมีผู้เข้าร่วมชมงานกว่า 1 ล้านคน ซึ่งจัดขึ้นที่จัดหวัดยางานาตะ โดยจะมีขบวนแห่การร่ายรำหลากหลายรูปแบบของชาวเมืองกว่า 10,000 คน ที่แต่งกายอย่างสวยงามตามฉบับของญี่ปุ่นและสวมหมวกฟางติดดอกไม้เทียม (Hanagasa) ท่ามกลางจังหวะกลองของกลองฮานากาสะไดโกะ (Hanagasa-Daiko) และเสียงตะโกน ซึ่งผู้เข้าร่วมชมสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างสนุกสนาน ช่วงระยะเวลาจัดงานคือ วันที่ 5 – 7 สิงหาคมของทุกปี

เทศกาลโอบ้ง

เทศกาลโอบ้ง (Obon Festival)

เทศกาลโคมไฟที่จัดขึ้นเพื่อระลึกถึงดวงวิญญาณที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งชาวญี่ปุ่นจะกลับบ้านเกิดเพื่อไปไหว้บรรพบุรุษ เชื่อกันว่าในช่วงเวลานี้วิญญาณจะได้รับอนุญาติให้กลับมายังโลกได้ชั่วคราว ซึ่งจะมีการจัดงานเฉลิมฉลองต้อนรับดวงวิญญาณของบรรพบุรุษที่กลับมายังบ้านเกิด เพื่อให้เกิดความครื้นเครงในช่วงที่ได้กลับมาที่บ้านของตน โดยเป็นความเชื่อทางศาสนา ซึ่งจะมีพิธีการจุดตะเกียงต้อนรับดวงวิญญาณที่ไว้หน้าประตูบ้านในแต่ละบ้าน ซึ่งเรียกว่า มุคาเอะบิ (Mukaebi) และยังมีการถวายผักบูชา อีกทั้งมีการจัดงานงานอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีการละเล่นรื่นเริง การเต้นโอบ้ง และมีการบรรเลงเพลงด้วยกลองหรือเครื่องดนตรีอื่นๆ เพื่อสร้างบรรยากาศให้สนุกสนาน และในวันสุดท้ายจะมีการจุดไฟโอคุริบิ (Okuribi) ซึ่งเป็นตะเกียงแล้วลอยลงแม่น้ำเป็นการส่งวิญญาณบรรพบุรุษกลับไปยังปรโลก ช่วงระยะเวลาจัดงานคือ วันที่ 13 -15  สิงหาคมของทุกปี และเขตคันโตวันที่ 13 – 15 กรกฎาคมของทุกปี

เทศกาลฟุกะงะวะฮาจิมังมัตสึริ

เทศกาลฟุกะงะวะฮาจิมังมัตสึริ (Fukagawa Hachiman Matsuri)

เทศกาลขบวนแห่ศาลเจ้าที่มีความเก่าแก่เกือบ 400 ปี และยิ่งใหญ่ที่สุดของโตเกียวของศาลเจ้าโทมิโอกะฮาจิมังงูในเขตโคโต (Koto) เมืองโตเกียว เริ่มครั้งแรกในปี ค.ศ. 1642 โดยจะมีการแห่ศาลเจ้าจำลองไปรอบๆ บริเวณ อีกไฮไลท์หนึ่งคือการสาดน้ำแบบชาวญี่ปุ่นสมัย เอโดะ ผู้ร่วมขบวนแห่ไปตลอดทาง ที่เชื่อว่าเป็นการทำให้ผู้แห่บริสุทธิ์ ทำให้บรรยากาศของงานเต็มไปด้วยความสนุกสนานรื่นเริง ซึ่งงานนี้มีศาลเจ้าเข้าร่วมขบวนแห่มากถึง 180 แห่ง ที่สำคัญงานมี 3 ปีครั้ง

เทศกาลฮาราจูกุ โยซาโกอิ (Harajuku Omotesando Genki Matsuri Super Yosakoi)

เทศกาลเต้นรำแบบดั้งเดิมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น จัดที่ถนนโอโมเตะซันโดในย่านฮาราจูกุของกรุงโตเกียว ภายในงานมีการแข่งขันการเต้นรำโยซาโกอิ ได้นำการเต้นรำโยซาโคอิมาจากเมืองโคจิซึ่งเป็นต้นกำเนิดมาสู่ฮาราจูกุโอโมเทะซันโดศูนย์กลางของแฟชั่นล้ำสมัย ทำให้มีนักแสดงร่วมงานกว่า 6,000 คนและมีกว่า 100 ทีมทั่วญี่ปุ่นเข้าร่วมแข่งขันจากทั่วประเทศญี่ปุ่น ไฮไลท์ของงานคือขบวนพาเหรดของนักแสดงที่สร้างสีสันเป็นอย่างมากไปตามถนนโอโมเตะซันโด อีกทั้งนักท่องเที่ยวจะได้มีความสุขกับอาหารเลิศรสในขณะที่ชมเทศกาลงานเต้นรำไปพร้อมๆ กัน ช่วงระยะเวลาจัดงานคือ ปลายเดือนสิงหาคมของทุกปี

เทศกาลโคเอนจิ อะวะ โอโดริ

เทศกาลโคเอนจิ อะวะ โอโดริ (Koenji Awa Odori)

เทศกาลเต้นรำโคเอนจิ อะวะ โอโดริ ที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น เป็นวัฒนธรรมการเต้นรำพื้นเมืองของชาวจังหวัดโทคุชิมะ (Tokushima) ที่มีสืบเนื่องกันมาเป็นระยะเวลากว่า 400 ปีแล้ว จัดขึ้นที่ย่านโคเอนจิของกรุงโตเกียว ซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลโอบ้ง (Obon Matsuri) พอดี ในเทศกาลจะมีขบวนนักเต้นและนักดนตรีกว่า 10,000 คน ซึ่งจะมีการแสดงท่าร่ายรำในขบวนกันอย่างสนุกสนานที่เรียกว่า อะวะโดริ (Awa Odori) ประกอบเสียงเพลงที่ครึกครื้นตั้งแต่ช่วงเย็นถึงเวลาค่ำๆ โดยนักท่องเที่ยวสามารถร่วมเต้นรำไปกับขบวนได้อย่างสนุกสนาน การแต่งกายก็จะเน้นเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดเป็นหลัก นอกจากนี้ในเมืองอื่นๆก็ยังมีการจัดเทศกาลนี้อีกด้วย ช่วงระยะเวลาจัดงานคือ ปลายเดือนสิงหาคมของทุกปี

เทศกาลดอกไม้ไฟกลางน้ำแห่งมิยะจิมะ

เทศกาลดอกไม้ไฟกลางน้ำแห่งมิยะจิมะ (Miyajima Water Fireworks Festival)

เทศกาลดอกไม้ไฟกลางน้ำแห่งมิยะจิมะ (Miyajima Water Fireworks Festival) คือหนึ่งในเทศกาลใหญ่ที่สร้างสีสันให้กับฤดูร้อนของเกาะมิยะจิมะ (Miyajima Island) จังหวัดฮิโรชิมะ (Hiroshima) สถานที่จัดจะอยู่หลังประตูศาลเจ้าอิทสึ คุชิมะ (Itsukushima Shrine) ในช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี และมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมมากถึงปีละ 300,000 กว่าคน โดยมีการแสดงดอกไม้ไฟมากถึง 5,000 นัด และยังมีการแสดงดอกไม้ไฟกลางน้ำ (Water Fireworks) สุดงดงามถึง 200 นัด โดยจะจัดไว้บนเรือแล้วลอยลำอยู่กลางทะเล ซึ่งดอกไม้ไฟที่ระเบิดปะทุขึ้นจากท้องทะเลยิ่งทำให้ประตูโทริอิสีแดงที่ตั้งอยู่กลางทะเลนี้ทวีความงามขึ้นจนดูราวกับภาพในความฝันเลยทีเดียว

เทศกาลดอกไม้ไฟแม่น้ำสุมิดะ (Sumida Fireworks Festival) 

เทศกาลดอกไม้ไฟแม่น้ำสุมิดะ (Sumida Fireworks Festival) จัดขึ้นในวันเสาร์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคมเป็นประจำทุกปี ผู้มาเยือนสามารถชมดอกไม้ไฟรวม 22,000 ลูก ได้จากสถานที่สองแห่งที่อยู่ตามแนวแม่น้ำสุมิดะ ในจำนวนนี้ยังรวมถึงดอกไม้ไฟ 200 ลูก ในการประกวดดอกไม้ไฟระหว่างบรรดาผู้เชี่ยวชาญที่แข่งขันกันสร้างผลงานที่มีความสวยงามด้วยชั้นเชิงทางด้านเทคนิค และยังเป็นงานเทศกาลที่มีผู้เข้าชมนับล้านคนในทุกปี

เห็นแล้วใช่ไหมคะ แต่ละเทศกาลของฤดูร้อนน่าไปสุดๆ ฤดูร้อนญี่ปุ่นก็มีดีไม่ควรพลาดกันนะคะทุกคน……….. 😍

ใครที่กำลังมองหารถเช่าขับไปเที่ยวเทศกาลฤดูร้อน สามารถสอบถามได้ที่ EASY AND SAVE  หรือ ติดต่อ ได้เลยนะคะ

| รวมรีวิวขับรถเที่ยวญี่ปุ่น | รถเช่าที่ญี่ปุ่น

          ตอบปัญหากังวลใจก่อนการเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง กับการเช่ารถขับเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ? ที่ใครหลายๆ คน อาจจะยังไม่กล้าตัดสินใจทันที หรือเลือกอยู่ระหว่าง ทัวร์ และ เที่ยวด้วยตัวเอง…. สำหรับนักท่องเที่ยว ที่เคยเดินทางไปทัวร์มาก่อน การเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองก็เป็นอีกเทรนหนึ่งที่เริ่มจะได้รับความนิยมเป็นมากกว่า แต่จะว่าไปแล้วการเช่ารถขับเที่ยวญี่ปุ่น มันก็ต้องเก็บข้อมูลกันหน่อย!!! เราเลยรวบรวมเหล่าข้อมูลการขับรถเที่ยวญี่ปุ่น และเหล่ารีวิวต่างๆ มาเล่าให้ฟังเผื่อใครที่กำลังตัดสินใจที่จะเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองและอยากจะหรือมีแพลนเริ่มต้นจะเช่ารถขับเที่ยวญี่ปุ่นอยู่ แต่ยังไม่กล้าตัดสินใจ ถ้าเห็นรีวิวที่เรารวบรวมมาแล้วอาจจะลองเปลี่ยนใจมาใช้รถเช่าขับเที่ยวญี่ปุ่นในการเดินทางเที่ยวด้วยตัวเองก็ได้ และจะทำให้การเดินทางครั้งถัดไปของคุณเป็นการเดินทางที่ง่ายขึ้น และเปิดประสบการขับรถเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกให้สนุกกว่าที่คิด… ?
            EasyandSave ขับรถเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ตัวแทน “โตโยต้าเร้นท์อะคาร์” แห่งแรกในไทย ยินดีให้คำปรึกษาการเช่ารถขับเที่ยวญี่ปุ่น สามารถจองรถเช่าก่อนใครได้ที่ไทย อุ่นใจทีมช่วยเหลือฉุกเฉิน Easy Care ให้บริการเกือบ 24 ชม. ฟรีครอบคลุมประกันภัยสูงสุด มีบริการรถเช่าทั่วประเทศญี่ปุ่น มากถึง 1,200 สาขา มีรุ่นรถให้เลือกกว่า 40 รุ่น เริ่มต้นที่รถขนาดเล็ก 5 ที่นั่ง เหมาะสำหรับผู้เดินทางคู่รัก ?‍❤‍?‍? แก๊งเพื่อน ?? หรือครอบครัวขนาดเล็ก พ่อ แม่ ลูก ?‍?‍? และ รถขนาดใหญ่ไม่เกิน 8 ที่นั่ง เหมาะสำหรับครอบครัวขนาดใหญ่ มีสัมภาระเยอะ รวมไปถึงมีรถตู้ 10 ที่นั่ง แต่..❗❗ ต้องใช้ใบขับขี่สากลประเภท D เท่านั้น นอกจากรถเช่าที่ญี่ปุ่นแล้วยังมีบริการอื่นๆ สำหรับคนชอบเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองอีกด้วย  

**สามารถอ่านบทความอื่นๆ ได้ที่ลิ้งด้านล่างนี้…

จิริฮามะ นะงิซะ ไดรฟ์เวย์ (Chirihama Nagisa Driveway) อยู่ในเมืองฮะคุอิ (Hakui City) จังหวัดอิชิคะวะ (Ishikawa)

          เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งเดียวที่ไม่เหมือนที่ไหนในประเทศญี่ปุ่น เพราะที่นี่ไม่ได้ขับรถเที่ยวบนถนนแต่สามารถขับรถเที่ยวบนชายหาดกันเลยทีเดียว !!!!  ?? ท่านสามารถขับรถใกล้ทะเลพร้อมชมบรรยากาศแบบฟินๆ ลองเปลี่ยนจากการเดินเล่นบนชายหาดมาเป็นขับรถเที่ยวด้วยตัวเองบนชายหาดกันดีกว่า  ที่นี่สามารถขับรถบนชายหาดได้เพราะทรายจะแตกต่างจากที่อื่น ลักษณะของทรายจะเป็นเม็ดเล็กละเอียดดูดซับน้ำทะเลได้อย่างดี ทำให้พื้นทรายจับตัวกันได้แน่นหนามาก จึงสามารถขับรถด้วยตัวเองแบบเคลื่อนที่ไปมาได้แบบไม่ต้องกังวลว่าจะมีอันตรายใด ๆ เพราะเขาขับรถเที่ยวชิลชิล พร้อมกับอัพรูปชิคๆกันมาเยอะแล้วค่ะ??? ในระหว่างทางสามารถจอดรถเพื่อแวะลงเล่นน้ำหรือนั่งชมวิวพระอาทิตย์ตกดินได้อีกด้วย

          แนะนำว่าช่วงเวลาที่เหมาะกับการขับรถเที่ยวที่นี่ก็คือช่วงก่อนฟ้าสาง หากโชคดีก็อาจจะได้เห็นวิวสวยๆ ดูลึกลับของหมอกงามยามเช้า หรือ ช่วงยามเย็นพระอาทิตย์ตกดิน ท้องฟ้าสีส้มสะท้อนลงทะเล วิวสวยไม่แพ้ช่วงก่อนฟ้าสางเหมือนกันค่ะ ที่นี่ไม่ได้ขับได้แต่รถยนต์นะคะ  ไม่ว่าจะเป็น รถจักรยานยนต์? และรถจักรยาน? ก็สามารถขับขี่ได้เช่นกัน อีกทั้งบริเวณสุดทางไดรฟ์เวย์เป็นที่ตั้งของ  “จิริฮามะ เรสต์เฮาส์ (Chirihama Rest House)”  ที่มีทั้งร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึก และยังมีบริการเช่ารถจักรยานให้บริการนักท่องเที่ยวทุกท่าน หากท่านใดอยากลองขับรถเที่ยวบริเวณชายหาดแห่งนี้ สามารถจองรถเช่ากับ EASY AND SAVE  ได้นะคะจิริฮามะ เรสต์เฮาส์ (Chirihama Rest House)

จิริฮามะ เรสต์เฮาส์ (Chirihama Rest House)

  • สิ่งที่ต้องควรคำนึงถึงในการขับรถเที่ยวที่นี่ ❗

เนื่องจากที่หาดนี้จะไม่มีการกำหนดเลนขับรถหรือช่องทางเดินรถ จึงควรขับรถด้วยความระมัดระวัง คอยดูผู้คนที่เดินไปมาและรถที่วิ่งสวนมาให้ดี อีกข้อควรระวังคือ หากขับรถไปบนพื้นทรายแห้งก็อาจทำให้ล้อติดหล่มได้

  • วิธีการเดินทาง ?

ท่านใดที่เดินทางมาลงสนามบินนาโกย่า (CHUBU CENTRAIR INTL. AIRPORT) สามารถเช่ารถขับเที่ยวด้วยตัวเองได้ที่สนามบินเลยค่ะ ระยะทางจากสนามบินนาโกย่ามาจิริฮะมะ นะงิซะ ไดรฟ์เวย์ ( 323 กม 4 ชม.)

https://goo.gl/maps/nZUPWvKp39zTLaZe8 << คลิกเพื่อตรวจสอบลิ้ง

หรือในเมืองนาโกย่าก็มีจุดรับรถนะคะ ส่วนมากจะอยู่ใกล้สถานีรถไฟต่างๆ เช่น Nagoya station มีจุดเช่ารถระแวกใกล้เคียงมากถึง 6 สาขา

ส่วนสาขาที่ใกล้จิริฮามะมากที่สุด จะอยู่ในเมืองทากาโอกะ มีสาขาเช่ารถใกล้สถานีรถไฟชินทากาโอกะ จากสถานีรถไฟชินทากาโอกะระยะทางมาที่ จิริฮะมะ นะงิซะ ไดรฟ์เวย์ ( 38 กม. 1 ชม. )

https://goo.gl/maps/9n9W8ocGRkH2NHVb7 << คลิกเพื่อตรวจสอบลิ้ง


EasyandSave บริการรถเช่าที่ญี่ปุ่น ตัวแทน Toyota Rent a car แห่งแรกในไทย : คลิ๊กจองรถเช่า <<

รีวิวเช่ารถขับเที่ยว Ishikawa กับ EasyandSave : คลิ๊กลิงค์ <<

เช่ารถ วันหยุดยาว...ยังไงไม่นก! ?

วันหยุดยาวของญี่ปุ่น (Golden Week Japan) ในปี 2019 นี้ พิเศษมากตรงที่มีวันหยุดรวมกันถึง 10 วัน! ตั้งแต่ วันเสาร์ที่ 27 เมษายน – วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม 2019

เช่ารถ วันหยุดยาว ยังไงไม่นก

สำหรับคนที่มีแผนเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นปลายเดือนเมษายน – ต้นเดือนพฤษาภาคมนี้  โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเอง ต้องวางแผนการเดินทางอย่างดีและละเอียดรอบครอบเป็นพิเศษเลยนะคะ สำหรับการท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นการเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ง่ายและสะดวกสบายอยู่แล้ว เพราะที่ญี่ปุ่นมีการบริการครอบคลุมทั้งรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน ชินคันเซ็น รถโดยสารสาธารณะ แต่ในช่วงวันหยุดยาวแบบนี้อาจจะทำให้ทุกคนต้องเจอกับปัญหา รถไฟแน่นเอี๊ยด ชินกันเซ็นที่นั่งเต็ม รถโดยสารประจำทางที่ต้องต่อคิวรอนานๆ  ซึ่งทางออกที่ใช้ในการแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ก็คือ “การเช่ารถ”

การเช่ารถเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่เหมาะสำหรับคนชอบเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ที่แสนจะสะดวกสบายมาก ๆ

เทคนิคการเช่ารถยังไงให้ไม่นก!!!

อยากเช่ารถแต่รถเต็ม! อยากเช่ารถแต่รถในพื้นที่ไม่มีเหลือ!

ลูกค้าหลายๆท่านอาจะเคยผิดหวังกับเรื่องเหล่านี้มาก่อน…ต้องบอกเลยว่าการเช่ารถในญี่ปุ่นช่วงนี้ไม่ได้เช่ากันง่าย ๆ เลยนะคะ รถเช่าในหลาย ๆ พื้นที่มีคิวจองแน่นไปหมด ไม่ว่าจะเป็นรถเช่าคันเล็กหรือใหญ่ เพราะในช่วงวันหยุดยาวแบบนี้ไม่ได้มีแค่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเท่านั้น ชาวญี่ปุ่นเองส่วนใหญ่ก็นิยมที่จะเช่ารถขับด้วยเช่นกัน จึงทำให้ปริมาณของรถเช่าในญี่ปุ่นอาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้บริการ

เทคนิคที่ 1 เช่าในสถานที่ที่คนอื่นไม่เช่า

คนที่ต้องการเช่ารถส่วนใหญ่จะนึกถึงความสะดวกสบายจากการเช่ารถภายในสนามบิน หรือ JR ในเมืองใหญ่ ๆ จนทำให้ปริมาณรถมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้บริการ  ดังนั้นการเลือกเช่ารถในสาขาที่อยู่หากจากพื้นที่ที่คนนิยม จะทำให้มีโอกาสได้รถเพิ่มขึ้นถึง 70% โดยเราสามารถจองรถเช่าได้ที่ไทยกับ “EasyandSave” เป็นตัวแทน  “TOYOTA RENT A CAR” แห่งแรกในไทย มีสาขามากกว่า 1,200 สาขาทั่วประเทศ ทำให้ตัวเลือกของสถานที่ในการเช่ารถมีมากกว่าที่คุณคิด

เทคนิคที่ 2 เลือกเช่ารถในวันที่สัมภาระน้อย

รถคันใหญ่จุสัมภาระได้เยอะ = คนใช้เยอะ คนที่เช่ารถส่วนใหญ่จะไม่ได้คิดเผื่อเรื่องสัมภาระในการเดินทาง  ที่ญี่ปุ่นแม้จะมีผู้เดินทางเพียง 4 คน แต่สัมภาระเยอะ ก็ไม่สามารถเช่ารถคันเล็กได้ เพราะกฏหมายด้านความปลอดภัยในการขับขี่รถยนต์ของประเทศญี่ปุ่น กำหนดให้ห้ามวางสัมภาระบริเวณเบาะที่นั่งที่มีบุคคลนั่งอยู่ จึงจำเป็นต้องเช่ารถคันใหญ่ขึ้นเพื่อบรรจุสัมภาระ และทำให้เปอร์เซ็นที่จะได้รถ ลดลงถึง 50%  แต่หากคุณเช่ารถเล็กในวันที่สัมภาระน้อยหรือไม่มีสัมภาระจะทำให้มีโอกาสในการได้รถเพิ่มถึง 70% เพราะตามสถิติปัจจุบันจำนวนผู้เช่ารถเล็กมีน้อยกว่าจำนวนรถที่มีให้บริการ และหากเช่ารถเล็กแล้วเต็มยังสามารถหารถรุ่นอื่นเทียบเท่าได้ง่ายกว่าอีกด้วย

เทคนิคที่ 3 เช่าแบบไม่ระบุรุ่นรถ (รถแต่ละClass จะมีให้เลือกหลายรุ่น)

การเช่ารถที่ญี่ปุ่น โดยเฉพาะการเช่ากับ  EasyandSave” เป็นตัวแทน  “TOYOTA RENT A CAR” แห่งแรกในไทย”  จะมีบริการให้ลูกค้าสามารถเลือกรุ่นรถที่ต้องการเช่าได้ หรือเรียกว่า “การเช่ารถแบบระบุรุ่น” ซึ่งแน่นอนมันจะต้องมีรุ่นที่ได้รับความนิยมในการจองและรุ่นที่ไม่ค่อยได้รับความนิยม สำหรับผู้ที่ทำการจองรุ่นที่ได้รับความนิยมก็จะมีโอกาสในการได้รถน้อยลงถึง 40% แต่หากจองแบบไม่ระบุรุ่นอาจจะทำให้คุณมีตัวเลือกมากและมีโอกาสได้รถเพิ่มขึ้นถึง 60%

เทคนิคที่ 4 จองรถล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 เดือนขึ้นไป

การจองรถแบบกระชั้นชิดคือสิ่งที่หลาย ๆ คนมักทำ อย่างที่ได้บอกไปในตอนต้นผู้ใช้รถเช่าไม่ได้มีแค่นักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น ชาวญี่ปุ่นเองก็มีการเช่ารถขับเที่ยวเองเป็นจำนวนมากเช่นกัน และคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็มีการวางแผนและเช่ารถล่วงหน้ากันมากซะด้วย ดังนั้นการจองรถล่วงหน้าจึงทำให้มีโอกาสในการได้รถเพิ่มกว่า 90% เลยทีเดียว

นี่!! ก็คือเทคนิคดี ๆ ง่าย ๆ ที่ทางเราสรุปมาให้สั้น ๆ เพื่อแนะนำทุกท่านในการเช่ารถนะคะ สามารถสอบถามหรือปรึกษาเพิ่มเติมกับเรา EasyandSave” เป็นตัวแทน  “TOYOTA RENT A CAR” แห่งแรกในไทย ยินดีให้คำปรึกษาลูกค้าทุกท่านค่ะ ???

ถ้าพูดถึงสถานที่ที่เราสามารถชมซากุระได้เร็วก่อนใครในญี่ปุ่น แถมแต่ละปียังมีจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็คงต้องยกให้ “Kawazuzakura” เมือง Kawazu เขต Kamo จังหวัด Shizuoka สถานที่ที่เต็มไปด้วยซากุระงดงามเรียงราย แนะนำเลยสำหรับใครที่จะไปถ่ายรูป หรือชิมอาหารพื้นเมืองก็มีกิจกรรมสนุกๆให้เลือกทำมากมาย

Kawazuzakura มีซากุระแบบไหนให้ชมกันนะ?

ในประเทศญี่ปุ่น มีสายพันธุ์ซากุระมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือ “Kawazuzakura” ซากุระที่เราพบเห็นกันบ่อย ทั่วๆไป เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ ก็จะผลิดอกให้เราได้ชมกันเป็นระยะเวลาประมาณหนึ่งอาทิตย์ หลังจากนั้นก็จะร่วงโรยไป แต่ Kawazuzakura จะเป็นซากุระที่บานเร็ว โดยจะเริ่มบานตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ และสามารถผลิดอกอยู่นานได้ถึงประมาณหนึ่งเดือนเลยทีเดียว ที่ริมแม่น้ำ Kawazu มีซากุระที่ผสมข้ามพันธ์ุกันสองชนิด เกิดเป็นซากุระพันธุ์ “Kawazuzakura” เพราะเป็นพันธุ์ที่ถือกำเนิดขึ้นที่นี่ เรียงรายไปตามเส้นทางเดิน สวยงามยิ่งนัก

มาชมซากุระที่นี่ ต่างกับที่อื่นยังไง?

จุดเด่นของเทศกาล Kawazuzakuramatsuri ที่หาชมที่ไหนไม่ได้ก็คือ การเดินชมดอกไม้ไปตามทางเดินที่ล้อมรอบไปด้วยหมู่มวลดอกซากุระ สำหรับที่อื่น อาจจะมีการปูเสื่อ ปิกนิก หรือทานอาหารกันใต้ต้นซากุระ แต่สำหรับที่นี่ เราสามารถเดินเลียบไปตามทางแม่น้ำ Kawazu ชมทัศนียภาพได้อย่างเต็มที่ ไม่มีสิ่งใดมาบดบังวิว ทิวทัศน์ ที่สำคัญ เมือง Izu ยังเป็นแหล่งของออนเซน และมีจุดแช่เท้า ที่เราสามารถไปนั่งหย่อนเท้าผ่อนคลายให้หายเมื่อย หลังจากเดินชมซากุระเสร็จแล้วอีกด้วยนะ

ไม่ได้มีแต่ซากุระให้ชม แต่ดอกไม้ประจำฤดูใบไม้ผลิอื่นๆก็มีนะ

ที่เมือง Kawazu เมื่ออากาศเริ่มอบอุ่นขึ้น ต้น Field Mustard ที่มีลักษณะคล้ายกับซากุระก็จะเริ่มบานเช่นเดียวกัน ทุ่งดอก Field Mustard สีเหลืองอร่ามริมทางเดิน ตัดกับหมู่มวลดอก Kawazuzakura สีชมพูบนต้นไม้ ถือเป็นทัศนียภาพที่ให้ความรู้สึกสดใส สดชื่น สมกับเป็นฤดูใบไม้ผลิจริงๆ ถ้าเราเดินไปตามริมทางเลียบแม่น้ำ Kawazu ก็จะพบกับถนนที่มีชื่อว่า “Nanohana Road” (ถนน Field Mustard) ที่เป็นจุดท่องเที่ยวที่เราสามารถมาชมทุ่งดอก  Field Mustard ได้อย่างจุใจ โดยเค้าจะเปิดให้ชมเฉพาะเวลาฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีดอกท้อบานให้ชมอีกด้วยนะ เรียกได้ว่า มาที่เดียวได้ชมดอกไม้ถึงสามชนิดเลยทีเดียว

งานแสดงไฟยามค่ำคืนก็พลาดไม่ได้

การเดินชมซากุระในช่วงกลางวันภายใต้ท้องฟ้าสีสดใส ก็ให้บรรยากาศที่ดีไม่น้อย แต่ทว่า การชมซากุระที่ประดับประดาไฟสวยงาม ในฉากหลังที่เป็นท้องฟ้าสีดำสนิทนั้น ก็ให้บรรยากาศและความสวยงามไปอีกแบบเช่นกัน ที่นี่จะเปิดไฟประดับตั้งแต่เวลา 18.00 – 21.00 น. ส่วนบริเวณรอบๆอย่างสะพานข้ามน้ำตก Kawazu เจ็ดชั้น จะมีการประดับไฟ เปิดให้ชมถึง 22.00 น. ได้ชมทั้งซากุระ ทั้งการประดับไฟ น่าสนใจไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะ

เดินชิมอาหารพื้นเมืองกัน

เทศกาล Kawazumatsuri จะจัดในระยะเวลาประมาณหนึ่งเดือนด้วยกัน ในเทศกาลนี้ จะมีการออกร้านขายอาหารพื้นเมืองและยังมีผลไม้ประจำฤดูกาลอย่างส้ม, ปลาสดๆจากทะเล รวมถึงของหวานอย่าง shiruko (ขนมถั่วแดงร้อนใส่แป้งโมจิ) และเหล้าหวานให้เลือกชม ชิม ช็อป กันอย่างไม่อั้น ส่วนใครที่มองหาของฝาก เค้าก็มีจำหน่ายเช่นกัน เดินจับจ่ายกันในช่วงก่อนกลับบ้าน แค่นี้ก็ถือว่ามาที่เดียว ได้ครบเลยก็ว่าได้

ชวนชิมอาหารสีชมพูซากุระ

ในฤดูใบไม้ผลิ ของที่มาคู่กันกับการชมดอกไม้ ก็คือขนมหวานนั่นเอง ช่วงฤดูนี้ จะมีร้านค้ามากมายที่ออกขนมหวานโดยใช้สีหรือกลิ่นที่เกี่ยวกับซากุระ สำหรับที่เทศกาลนี้ก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นโมจิถั่วแดงปิ้ง, ขนมญี่ปุ่นพื้นเมืองที่ใส่ใบซากุระ, ซากุระโมจิ หรือจะเป็นซากุระซอฟท์ครีม เค้าก็มีให้เลือกชิมกัน และยังมีขนมเซมเบ้ให้เลือกซื้อเป็นของฝากกลับไปด้วยนะ

Spot ที่ท่องเที่ยวเด็ดๆ เมื่อเราไปเยือน Kawazuzakura

นอกจากเดินชมซากุระสวยๆแล้ว ยังมีน้ำตกให้เราได้เที่ยวอีกด้วย ที่น้ำตก “Kawazu nanadaru” น้ำตกเจ็ดชั้นที่มีการประดับไฟยามค่ำคืน ที่น้ำตกมีออนเซนให้เราได้แช่เท้า ผ่อนคลายอิริยาบถ มีทั้งน้ำตก ทั้งออนเซน สมบูรณ์แบบมากๆ บริเวณสะพานแขวน เรายังมองเห็นวิวทิวทัศน์ที่อยู่ในภาพยนตร์เรื่อง “Izu no odiriko” หรือ “The dancing girl of Izu” เรียกได้ว่าเป็นอีกจุดท่องเที่ยวที่คุณจะได้ดื่มด่ำกับทั้งบรรยากาศ วิวทิวทัศน์ และผ่อนคลายไปในทีเดียว

ชายหาดเค้าก็มีเหมือนกันนะ

ที่ทางตอนใต้ของเมือง Kawazu จะมีอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวนั่นก็คือ ชายหาด เป็นชายหาดทะเลสวย น้ำใส สามารถลงไปเล่นน้ำได้ในหน้าร้อน ส่วนในช่วงฤดูชมดอกไม้ก็สามารถเดินลงไปชมชายหาดได้เช่นกัน เป็นที่ที่สงบ เหมาะสำหรับไปนั่งชมธรรมชาติเงียบๆ โดยอยู่ห่างจากสถานี Kawazu เพียงแค่สองนาทีเท่านั้น  ในบริเวณนี้มีที่พัก โรงแรมให้เลือกเพียบ หลังจากที่เราเดินชมซากุระจนพอใจแล้ว ก็มาเช็คอินที่โรงแรม ตอนกลางคืนก็ออกมาชมแสงไฟก็ดีเหมือนกันนะคะ

ช่วงเวลาที่แนะนำให้มาเที่ยว

เทศกาล Kawazumatasuri จะจัดขึ้นประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์และจัดต่อไปอีกประมาณหนึ่งเดือน วันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ จะมีนักท่องเที่ยวมามากมาย บริเวณสถานีรถไฟ และลานจอดรถจะค่อนข้างแน่น ส่วนในวันธรรมดา มีบ้างที่มีทัวร์จากนักท่องเที่ยวมาลง แต่ก็ยังคล่องตัวกว่าวันสุดสัปดาห์ แนะนำให้หาที่พักสักคืนเพื่อชมบรรยากาศขอเทศกาลได้ครบถ้วนแบบไม่เร่งรีบ

สวมใส่เสื้อผ้าสบายๆสีสันรับฤดูใบไม้ผลิได้เลย

ช่วงเวลาที่ไปดูซากุระที่ Izu นั้น ยังถือเป็นช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น เราก็แค่สวมใส่เสื้อโค้ทไว้กันลมหนาว แต่พอช่วงเวลากลางวันที่อากาศอบอุ่นขึ้น เราก็สามารถถอดเสื้อโค้ทออกแล้วสวมเสื้อผ้าสีสันสดใสไว้ข้างในก็ย่อมได้ เพื่อให้สีสันของเสื้อผ้าเข้ากับการชมซากุระ นอกจากเสื้อผ้าสีสันสดใสแล้ว อย่าลืมเตรียมรองเท้าที่ทะมัดทะแมงที่เหมาะกับการเดินไกล รวมถึงเป้สะพายข้างหรือสะพายหลังที่พร้อมจะลุยกับเราไปได้ทุกที่ สำหรับคนที่อยากจะไปแช่เท้าที่ออนเซน ก็อย่าลืมใส่รองเท้าที่ถอดง่ายๆไปก็จะดีกว่าค่ะ แล้วก็อย่าลืมพกผ้าขนหนูซับหน้าซับเหงื่อไปสักผืนนะคะ แค่นี้ก็พร้อมจะไปเที่ยวกันแล้ว

การเดินทาง

สำหรับที่งานเทศกาลมีที่จอดรถรับรอง (มีค่าใช้จ่าย) แต่ในช่วงสุดสัปดาห์ก็จะเต็มเร็วตั้งแต่เช้าๆแล้ว สำหรับคนที่พักค้างคืนในที่พักของทางศูนย์ท่องเที่ยว ก็จะมี Shuttle bus ไว้คอยบริการอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นแนะนำให้ไปโดยรถไฟจะสะดวกที่สุด โดยนั่งรถไฟจากสถานีโตเกียว จะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ส่วนถ้ามาจากนาโกย่า หรือโอซาก้า ให้นั่งชินคันเซนมาลงที่สถานี Atami จากนั้นก็ต่อรถสาย Odoriko นั่งต่อมาประมาณหนึ่งชั่วโมง

เพลิดเพลินกับฤดูใบไม้ผลิได้ก่อนใคร

สำหรับใครที่มีแพลนจะไปท่องเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงต้นปีนี้ แต่ก็อยากชมซากุระแบบบรรยากาศฤดูใบไม้ผลิด้วย ที่ Kawazu ก็ถือเป็นอีกที่ที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเข้าไปชมได้ที่เว็บไซต์ของศูนย์การท่องเที่ยวได้เลย kawazu-onzen

—————————————————————————————

ขอบคุณข้อมูลจาก anngle.org/th

เปิดประสบการณ์ใหม่กับเส้นทางสุดคลาสสิกกับจังหวัด “มิเอะ” และ “วาคายามะ” อีกหนึ่งจุดหมายของการขับรถเที่ยว

การขับรถ ? เที่ยวประเทศญี่ปุ่นด้วยตัวเองอาจไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด สถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งอาจเข้าถึงลำบากโดยต้องโดยสารรถบัสท้องถิ่นในการเดินทาง และไม่เป็นตามแผนเนื่องจากตารางเวลารถบัสที่เปลี่ยนไป ดังนั้นการขับรถเที่ยวด้วยตัวเอง อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดี

การขับรถ ? ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นคุณต้องมีใบขับขี่สากล มีการเตรียมตัวให้พร้อ และไม่ประมาท..!! เท่านั้นก็ไปสนุกกับประสบการณ์ใหม่ๆที่ญี่ปุ่นได้แล้วค่ะ ?

การขับรถ ? เที่ยวประเทศญี่ปุ่นด้วยตัวเองอาจไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด สถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งอาจเข้าถึงลำบากโดยต้องโดยสารรถบัสท้องถิ่นในการเดินทาง และไม่เป็นตามแผนเนื่องจากตารางเวลารถบัสที่เปลี่ยนไป ดังนั้นการขับรถเที่ยวด้วยตัวเอง อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดี

การขับรถ ? ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นคุณต้องมีใบขับขี่สากล มีการเตรียมตัวให้พร้อม และไม่ประมาทเท่านั้นก็ไปสนุกกับประสบการณ์ใหม่ๆที่ญี่ปุ่นได้แล้วคะ

วันนี้ขอนำเสนอเส้นทางการขับรถ Drive Route Map เที่ยวสองจังหวัดได้แก่จังหวัด Wakayama (วาคายามะ) และ จังหวัด Mie (มิเอะ) สองจังหวัดนี้ตั้งอยู่ใกล้กับจังหวัด Osaka ค่ะ

เส้นทางขับรถเที่ยวเริ่มจาก Kansai International Airport หรือเริ่มจาก Central Japan International Airport ก็ได้ มีหลายเส้นทางให้เลือกตามความชอบ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางชมธรรมชาติ ภูเขา ทะเล วัดวาอาราม สวนสนุก สวนดอกไม้ และอื่นๆอีกมากมายที่น่าค้นหา ?

ชื่อเส้นทาง ต้นทาง – ปลายทาง สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ
Shirahama Route Kansai International Airport – Shirahama จุดเด่นของเส้นทางนี้คือการเที่ยวในตัวเมือง Wakayama ที่มีตั้งแต่ปราสาท ตลาดสด สถานีรถไฟที่มีแมวทะมะทำหน้าที่เป็นนายสถานี โรงงานขนาดย่อม หาดทรายขาวและเกาะแก่งต่างๆ วิวหน้าผาสูงที่ Sandanbeki จนถึงสวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์
Koyasan Route Kansai International Airport – Ryujin สัมผัสกับเส้นทางขุนเขาอันงดงามภายในเส้นทางแสวงบุญอันศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก แวะชมสวนหินขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นที่วัด Kongobu-ji นอกจากนี้ยังมีเจดีย์แดง และสะพานเชื่อมสุสานหินมากกว่า 200,000 สุสาน
Hongu Route Shirahama – Shingu เส้นทางนี้เริ่มจาก Shirahama เพื่อเดินทางตามเส้นทางแสวงบุญ “ Kumamo Sanzan” ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยศาลเจ้าหลักคือ Kumano Hongu Taisha นอกจากนี้ยังมี Yu no mine อนเซ็นเก่าแก่นับพันปีของญี่ปุ่น ว่ากันว่าน้ำร้อนของที่นี่เปลี่ยนสีถึง 7 ครั้งต่อวัน
Nachikatsuura Route Shirahama – Shingu เส้นทางเลียบชายฝั่งทะเลที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรจากท้องทะเล ชมตลาดปลาทูน่าที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ และชมน้ำตกชื่อดังอยู่ติดกับเจดีย์แดง 4 ชั้น
Higashi-kishu Route Shingu – SeiwaTaki เส้นทางเลียบชายฝั่งจังหวัด Mie เริ่มต้นจากชมทะเลไปบรรจบที่ทิวเขา ระหว่างทางคุณจะได้สัมผัสวิวทิวทัศน์จากแหล่งท่องเที่ยวหลายรูปแบบตั้งแต่วัด เทือกเขา หน้าผา ไปจนถึงศาลเจ้า
Ise-Shima Route Seiwa Taki – Shima เส้นทางท่องเที่ยวหลักของจังหวัด Mie ทั้งด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม พร้อมเที่ยวชมสวนสนุกในรูปแบบสเปนหรือแบบเอโดะ รวมทั้งร้านค้าแหล่งซื้อของพื้นเมือง
Hokusei Route Seiwa Taki – Suzuka – Kuwana – Nagoya – Centrair เส้นทางเริ่มต้นจากทางตอนเหนือของจังหวัด Mie ไปบรรจบที่บริเวณใกล้เมืองนาโกย่า สถานที่ๆแนะนำให้แวะเริ่มตั้งแต่ไปผ่อนคลายโดยการแช่บ่อน้ำร้อนที่อนเซ็น ต่อด้วยการเที่ยวชมสวนดอกไม้ Nabana no Sato และเที่ยวสวนสนุกขนาดใหญ่ Nagashima Spa Land
Iga Route Kameyama – Iga เดินทางตามเส้นทางโบราณ Tokaido (เป็นเส้นทางที่คนญี่ปุ่นโบราณใช้เดินทางไปยังเอโดะ)จนไปบรรจบที่ๆเคยเป็นที่ตั้งสำนักนินจา เส้นทางนี้ชมได้ทั้งปราสาท พิพิธภัณฑ์นินจา รวมทั้งบ้านเมืองแบบโบราณย้อนยุคพร้อมร้านขายของที่ระลึก
Yunoyama Route Yokkaichi – Komono เส้นทางท่องเที่ยวในบริเวณ Yunoyama เป็นแนวเทือกเขาสูงต้องนั่งกระเช้าขึ้นไปชมธรรมชาติ เส้นทางนี้จะงดงามที่สุดในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี

(ตัวอย่างอาหารที่เป็นที่นิยมในจังหวัด Wakayama และจังหวัด Mie)

ระหว่างที่ขับรถ ? ชมทิวทัศน์คุณสามารถเพลิดเพลินไปกับอาหารญี่ปุ่นหลากชนิด ไม่ว่าจะเป็น ซาชิมิ อาหารทะเล กุ้งอิเสะเอบิ(คล้ายล๊อบสเตอร์) เก็บผลไม้ตามฤดูกาลด้วยค่ะ

เว็บไซต์เพิ่มเติม

============================================================================

Cr. www.jnto.or.th

สายการบินราคาถูก … แต่ต้องแลกกับสุขภาพราคาแพง
อีกหนึ่งเหตุผลที่ควร… เปรียบเทียบความคุ้มค่าดูนะครับ

สิ่งที่ควรระวังในการบินกับสายการบินราคาประหยัด (low-cost airline)

ไม่กี่วันก่อนมีข่าวว่า สายการบินราคาประหยัดเจ้าหนึ่ง จะจัดเที่ยวบินไปกลับแบบเที่ยวเดียวหรือไดเรคท์ไฟลท์ จากกรุงเทพไปยุโรป ในราคาหลักพันเท่านั้นเอง สร้างความฮือฮาให้กับผู้บริโภคเป็นอย่างมาก แต่ผมอ่านแล้วกลับรู้สึกกลัวและเป็นห่วงมาก ถามว่ากลัวอะไร?

ก่อนจะเล่าให้ฟัง ขอบอกก่อนว่าผมเป็นหมอที่มีฐานะค่อนข้างยากจนคนนึง มีเงินเหลือพอแค่ซื้อตั๋วที่นั่งชั้นประหยัดเท่านั้นถ้าต้องนั่งเครื่องบิน รายได้ทุกวันนี้แค่พอประทังชีวิตไปวันๆ มีโอกาสได้นั่งเครื่องบินครั้งแรกในชีวิตเหมือนคนอื่นเค้า ก็แก่มากแล้ว ที่พอมาเล่าให้ฟังพวกคุณก็เอาไปหัวเราะขบขันกัน แต่สำหรับผม อยากบอกว่า การได้นั่งเครื่องบินครั้งนั้นมีความหมายมากนะครับ เพราะเป็นการทำความฝันตั้งแต่วัยเด็กให้เป็นจริง หลังจากการเดินทางครั้งนั้นสิ้นสุดลง ชีวิตผมจำเป็นต้องเดินทางด้วยเครื่องบินอีกมากมายมหาศาลและแต่ละไฟลท์ต้องบอกว่าไกลที่สุดในโลกแทบทั้งนั้น ผมถึงเข้าใจความรู้สึกของการที่ต้องนั่งที่แคบๆในชั้นประหยัดในระยะทางไกลๆเป็นอย่างดี มันเป็นนรกบนดินประเภทนึง

การที่สายการบิน low-cost เค้าขายตั๋วให้เราในราคาถูกได้ขนาดนี้ เพราะเค้าตัดต้นทุนที่ไม่จำเป็นออกไป ไม่เว้นแม้แต่การแบ่งที่นั่งในเครื่องบินที่เค้าซื้อมา ยกตัวอย่างเครื่องบิน Airbus A330 ที่จะใช้บินไปกลับยุโรปแบบเที่ยวเดียว ก็อาจจะแบ่งซอยที่นั่งออกเป็น 9 ที่ ในระบบ 3-3-3 แทนที่จะเป็น 8 ในระบบ 2-4-2 ในสายการบินแบบปกติ ทำให้ที่นั่งแคบลงกว่าปกติมากพอสมควร จาก 17 – 18 นิ้วก็จะลดลงมาเหลือแค่ 16 นิ้ว ความกว้างของที่นั่งนั้นวัดจากที่พักแขนฝั่งนึงไปอีกฝั่งนึง เราเรียกว่า seat width จะมีอยู่อีกค่านึงที่คุณควรรู้ คือ ระยะจากที่นั่งข้างหลังไปถึงข้างหน้า เราเรียกว่า seat pitch ระยะนี้หักลบกับความหนาของเบาะที่นั่งจะเป็นตัวกำหนด leg room ของผู้โดยสาร 

ทั้ง width และ pitch จะมีผลต่อการขยับของผู้โดยสารตลอดการเดินทาง หรือ restriction ความสบายไม่ใช่ประเด็น สิ่งที่ผมเป็นห่วงคือ การเกิดลิ่มเลือดที่หลอดเลือดดำของขา หากนั่งแช่ขาโดยไม่ขยับเป็นเวลาหลายชั่วโมง (ในภาษาแพทย์เรียกว่า DVT) ที่อันตรายคือลิ่มเลือดเหล่านี้อาจเคลื่อนที่เข้ามาในห้องหัวใจข้างขวาและถูกบีบให้ปลิวไปอุดตันที่หลอดเลือดปอด เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ทุกครั้งที่คุณนั่งเครื่องบินมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะเหล่านี้เสมอ แต่มากหรือน้อยต่างกัน ขึ้นกับ 3 ปัจจัย

อายุโรคร่วมและบริบทต่างๆของคุณเอง x restriction x ระยะเวลาบิน

น่าเสียดายที่ทุกวันนี้ไม่มีกฏบังคับอะไรออกมาชัดเจนว่า long-haul flight ต้องมีขนาดที่นั้ง (width, pitch) อย่างน้อยเท่าไหร่ ดังนั้นถ้าวันนึงมีโอกาสนั่งเที่ยวบินรอบเดียวจากกรุงเทพไปยุโรปกับสายการบินราคาประหยัด และมีที่นั่งขนาดเล็กมาก ให้พยายามขยับขาหรือลุกออกมาเดินบ่อยๆ เลือกเป็นที่นั่งติดทางเดินหรือ aisle seat ไว้จะดีกว่า กินน้ำเยอะๆ และ ถ้าหากมีอาการหายใจหอบเหนื่อย ให้ไปพบแพทย์ทันทีที่เครื่องลงจอด

ที่เขียนเพราะเป็นห่วงนะครับ 🙂

==========================================

Cr. บทความจาก Facebook Fanpage : 1412 Cardiology

ย่นเวลาการรอ!! มาใช้ดีสนีย์ฟาสท์พาส เพื่อให้ได้สนุกกับเครื่องเล่นได้มากที่สุดกันเถอะ

โตเกียวดิสนีย์รีสอร์ท ธีมปาร์คยอดนิยมที่การเดินทางทางแสนสะดวก จากสถานีโตเกียวใช้เวลาเพียง 15 นาที

วันแล้ววันเล่าที่ผู้คนแวะเวียนมา  ในวันหยุดนั้นด้วยความแออัดของผู้คน เวลาที่ต้องรอคิวเล่นเครื่องเล่นนั้นนานกว่า 120นาทีเลยทีเดียวในเวลาแบบนี้ที่อยากจะให้ทุกคนได้ลองใช้กันให้ได้คือ「ดิสนีย์・ฟาสท์พาส®

ในวันนี้จะมาแนะนำวิธีประยุกต์ใช้「บัตรฟาสท์พาส」(ด้านล่างต่อจากนี้จะเรียกว่า ฟาสท์พาส)เพื่อจะได้สนุกเพลิดเพลินได้คุ้มค่ากับ โตเกียวดิสนีย์แลนด์และโตเกียวดิสนีย์ซีค่ะ

 

++ ฟาสท์พาส คือ ?

ฟาสท์พาส คือ ในวันจริงนั้น สามารถจองบัตรฟาสท์พาสฟรีได้ที่ตู้หน้าเครื่องเล่นภายในสวนสนุก เพียงแค่มีสิ่งนี้เท่านั้น ก็สามารถนั่งเครื่องเล่นได้ด้วยการรอต่อคิวเพียงนิดเดียวค่ะ

หากมีฟาสท์พาสแล้ว ที่ตั๋วจะถูกเขียนช่วงเวลาที่สามารถเข้าเล่นเครื่องเล่นได้  (ตัวอย่างเช่น :12:25〜13:35)、ไม่จำเป็นต้องต่อคิวนานๆก็สามารถเข้าเล่นเครื่องเล่นได้ นอกจากนี้  ฟาสท์พาสนั้นสามารถออกบัตรได้ครั้งละ 1 ใบ เท่านั้น

ไม่สามารถออกครั้งละหลายๆใบได้ ให้ระวังตรงนี้ด้วยค่ะ มาใช้ฟาสท์พาสกันให้เก่งแล้วมาเล่นเครื่องเล่นกัน!

 

++ 3 ขั้นตอนการใช้ฟาร์ทพาส

เริ่มแรกเลย ให้เช็คเวลารอคิวกับเวลาที่จะใช้ฟาสท์พาสที่ บอร์ดเวลาที่อยู่ใกล้ๆกับเครื่องเล่น หลังจากนั้นให้ไปที่ตู้เครื่องเล่นที่เป็นเป้าหมายแล้วออกตั๋ว  ขั้นตอนนั้นจะอธิบายต่อจากนี้ค่ะ

 

1.นำQRโค้ดของตั๋วให้เครื่องออกตั๋วฟาสท์พาสอ่าน

อย่างแรกคือ หาเครื่องออกตั๋ว ที่อยู่ใกล้ๆกับเครื่องเล่นให้เจอค่ะ  ต่อจากนั้น ให้นำ QRโค้ด ของตั๋วสวนสนุกหันหน้าขึ้นด้านบนแล้วใส่ลงไปค่ะ

2.หลังจากอ่านเสร็จแล้วก็จะมีตั๋วออกมา

ดีไซน์ของเครื่องออกตั๋วนั้นแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกัน  แต่การใช้เครื่องมือจะเหมือนกัน คือ หลอดไฟสีเขียวและช่องอ่าน QRโค้ด

หากหลอดไฟสีเขียวติดแล้ว ให้ดึงตั๋วสวนสนุกออกมา  กรณีที่อยากจะใช้ฟาสท์พาสในเวลาเดียวกันทั้ง 2 คน ก็ให้ทำซ้ำอีกรอบค่ะ

3.การหยิบฟาสท์พาสออกจากช่องออกตั๋ว

จะมองเห็นฟาสท์พาสจะออกมาจากช่องออกตั๋วให้ดึงออกมาเลยค่ะ อย่าลืมตรวจสอบให้ครบตามจำนวนคนด้วยนะคะ

 

++ ข้อควรระวังในการใช้ฟาสท์พาส

ตัวหนังสือใหญ่ที่ถูกเขียนไว้ตรงกลางตั๋วนั่น คือ เวลาที่สามารถใช้ฟาสท์พาสได้  หลังจากที่ได้ตั๋วฟาสท์พาสแล้ว หลังจากนั้นจะไปต่อแถวเล่นเครื่องเล่นอย่างอื่นก็ได้ค่ะ แต่หากแถวที่ต่อนั้นคิวยาวมากและกลับมาไม่ทันในเวลาที่กำหนดไว้ จะถือว่าฟาสท์พาสใบนั้นเป็นโมฆะไปค่ะ ให้ระวังตรงกันด้วยนะคะ

 

ส่วนเวลาที่เขียนไว้ด้านล่างของเวลาที่สามารถใช้ฟาสทพาสได้ คือเวลา ที่จะสามารถรับฟาสท์พาสอันใหม่ได้ค่ะ ดังนั้นในช่วงเวลานั้นจะไม่สามารถออกฟาสท์พาสอันใหม่ได้ ดังนั้นต้องวางแผนเครื่องเล่นที่ตัวเองอยากจะนั่งให้ดีค่ะ

 

++ สรุปเครื่องเล่นที่สามารถใช้ฟาสท์พาสได้

  • โตเกียวดิสนีย์แลนด์

・บิ้ก ทันเดอร์ เม้าท์เท้น(Big Thunder Mountain)
・สแปรช เม้าท์เท้น(Splash Mountain)
・ภูซัง โนะ ฮันนี่ฮันท์(Pooh’s Hunnny Hunt)
・ฮอนเต็ด แมนชั่น(Haunted Mansion)
・สตาร์ทัวร์ :ดิ แอดแวนเจอร์ คอนทินิว(Star Tours: The Adventures Continue)
・สเปซ เม้าท์เท้น(Space Mountain)
・บัซ・ไลท์เยียร์ แอสโตร์ บราสเตอร์ส(Buzz Lightyear’s Astro Blasters)
・มอนสเตอร์ อิ้งค์ ไลด์& โก ซีค!”(Monsters, Inc. Ride & Go Seek!)

  • โตเกียวดิสนีย์ซี

・ทาวเวอร์ ออฟ เทเลอร์(Tower of Terror)
・ทอบ สตอร์รี่ มาเนีย(Toy Story Mania!)
・อินเดียน่า โจนส์ ®・แอดแวนเจอร์:เทอเพ่อร์ ออฟ เดอะ คริสตอล สกูล(Indiana Jones® Adventure: Temple of the Crystal Skull)
・เรกินส์ สปิริตส์(Raging Spirits)
・เดอะ เมจิคส์ แลมป์ เทียร์เตอร์(The Magic Lamp Theater)
・เมอร์เมด ลากูน เทียร์เตอร์(Mermaid Lagoon Theater)
・20,000 ลีก อันเดอร์ เดอะ ซี(20,000 Leagues Under the Sea)
・จอนนี่ ทู เดอะ เซนเตอร์ ออฟ ดิ เอริท (Journey to the Center of the Earth)

 

++ การออกตั๋วฟาสท์พาสสิ่งที่ต้องพึงระวัง

1.ยังไงก็ตามรีบออกตั๋วฟาสท์พาสกัน

ไม่เพียงแค่จจะได้เล่นเครื่องเล่นไวเท่านั้น แต่ยังจะทำให้เวลาในการออกบัตรฟาสท์พาสครั้งต่อไปไวตามมาด้วย ดังนั้นตอนเช้าหลังจากที่เข้ามาในสวนสนุกทันที แทนที่จะ รีบไปเล่นเครื่องเล่น แต่ให้รีบไปออกบัตรฟาสท์พาส วิธีนี้จะทำให้สามารถออกบัตรฟาสท์พาสได้เยอะเลยค่ะ

2.เครื่องเล่นที่ใช้เวลาต่อแถวไม่นาน ไม่ต้องออกตั๋วฟาสท์พาส

ฟาสท์พาสที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น คือหากออกบัตรไปแล้วหนึ่งครั้ง จะไม่สามารถออกบัตรได้อีกในเวลาที่กำหนดไว้ ดังนั้นต้องคำนึงถึงเวลาในการรอด้วยค่ะ ควรจะเลือกเล่นเครื่องเล่นที่ใช้เวลาในการต่อแถวไม่นานจะดีกว่า แล้วออกฟาสท์พาสกับเครื่องเล่นที่มีคิวรอนานจะดีกว่าค่ะ

มาใช้เวลาสบายๆ สนุกเพลิดเพลินกันที่โตเกียวดิสนีย์รีสอร์ท ด้วยบัตรฟาสท์พาสกัน!

=========================================================================

Cr. Matcha

จังหวัดนากาโนะ เป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงในเรื่องลานสกีและออนเซ็น

จังหวัดนากาโนะที่มีธรรมชาติที่สวยงามอย่างกว้างขวาง ทั้ง Jigokudani Monkey Park ที่จะมีลิงมาแช่ออนเซ็น, ปราสาทมัตสึโมโต้สีดำน่าค้นหา และสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอื่น ๆ อีกมามาย ในบทความนี้ เราจะแนะนำวิธีการเดินทางจากโตเกียวไปยังนากาโนะกันค่ะ

บทความของเราวันนี้ จะแนะนำวิธีการเดินทางจากโตเกียวไปยังนากาโนะ โดยใช้ข้อมูลอัพเดทล่าสุดในเดือนมิถุนายน ปีค.ศ.2016 กันค่ะ

 

++เร็วที่สุดต้อง Hokuriku Shinkansen

ถ้าขึ้นโฮคุริคุชินคันเซ็น (Hokuriku Shinkansen)จากสถานีโตเกียว จะไปถึงสถานีนากาโนะ (Nagano Station)ได้เร็วที่สุด

โฮคุริคุชินคันเซ็น เป็นเส้นทางที่เพิ่งเปิดในปีค.ศ.2015 และเป็นรถไฟชินคันเซ็นที่วิ่งจากสถานีคานาซาว่า (Kanazawa Station) กับสถานีโตเกียว ซึ่งจังหวัดนากาโนะก็เป็นทางผ่านของเส้นทางนี้ด้วย เพราะมีชินคันเซ็นสายนี้เกิดขึ้นใหม่ ทำให้การเดินทางสามารถทำได้รวดเร็วและง่าดายกว่าแต่ก่อน

โฮคุริคุชินคันเซ็นที่นั่งจากโตเกียวไปนากาโนะ มีด้วยกัน 3 ชนิด ได้แก่「คากายาคิ (Kagayaki)」「ฮาคุทากะ (Hakutaka)」และ「อาซามะ (Asama)」ชนิดที่รวดเร็วที่สุด ก็คือ「คากายาคิ 」ซึ่งจะใช้เวลาแค่79 นาที ก็จะถึงสถานีนากาโนะค่ะ

แถมยังมีที่นั่งแบบแกรน คลาส (Gran Class) ที่มีการตกแต่งภายในให้เหมือนกับระดับเฟิร์สคลาสในเครื่องบินเลยค่ะ ถ้าได้ลองนั่งดูสักครั้งจะรู้เลยว่าน่าตื่นเต้นดีเหมือนกันนะคะ ตั๋วแบบไม่ระบุที่นั่ง 7,680 เยน、แบบระบุที่นั่ง8,200 เยนค่ะ

++นั่งชมวิวสบาย ๆ ต้อง Super Azusa

Photo by t-mizo

ก่อนที่โฮคุริคุชินคันเซ็นจะเปิดบริการ การเดินทางจากโตเกียวไปนากาโนะที่รวดเร็วที่สุดก็คือ 「ซุปเปอร์อะซึสะ (Super Azusa)」บางคนอาจจะคิดว่าขึ้นโฮคุริคุชินคันเซ็นไปดีกว่า เร็วดี แต่จริง ๆ แล้วซุปเปอร์อะซึสะก็มีดีตรงที่ได้ชมวิวสวย ๆ แบบที่จะไม่ได้เห็นจากชินคันเซ็นด้วยค่ะ

「ซุปเปอร์อะซึสะ」จะเดินทางไปที่จังหวัดนากาโนะโดยผ่านจังหวัดยามานาชิ ทำให้จะวิ่งผ่านด้านข้างของภูเขาไฟฟูจิด้วย ทำให้สามารถถ่ายรูปสวย ๆ ของภูเขาไฟฟูจิจากในตัวรถไฟได้ด้วยค่ะ และเส้นทางของซุปเปอร์อะซึสะยังวิ่งผ่านภูเขาต่าง ๆ มากมาย ทำให้ได้ชมธรรมชาติที่สวยงามของญี่ปุ่นแบบหาไม่ได้จากการนั่งโฮคุริคุชินคันเซ็นด้วยนะคะ สถานีปลายทางจะไม่ใช่สถานีนากาโนะ แต่จะเป็น สถานีมัตสึโมโต้ (Matsumoto Station) ในกรณีที่จะไปชมปราสาทมัตสึโมโต้ก่อนก็จะสะดวกดีมาก ๆ เลยค่ะ

ราคา6,380 เยน และใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 50 นาที ในกรณีที่จะนั่งรถไฟจากสถานีมัตสึโมโต้ไปที่สถานีนากาโนะ ให้ขึ้นรถไฟสาย Shinonoi Line ไปค่ะ จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที ค่ารถไฟราคา 1,140 เยนราคาโดยรวมแล้วจะถูกกว่าเดินทางโดยโฮคุริคุชินคันเซ็นเล็กน้อยค่ะ

 

++อยากประหยัดงบต้อง Kousoku Bus(รถบัสด่วนพิเศษ)

Kousoku Bus จะเป็นรถบัสที่ออกเดินทางจากประตูทิศใต้ของสถานีชินจูกุไปที่สถานีนากาโนะ ข้อดีที่สุดของวิธีการเดินทางโดยรถบัสก็คือราคาถูกที่สุด ราคาที่ถูกที่สุดประมาณ 1,000 เยนเลยทีเดียว และแบบแพงที่สุดก็ 5,000 เยน ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 40 นาที ถ้าออกเดินทางแต่เช้าก็จะถึงนากาโนะในช่วงกลางวันพอดีเลยค่ะ

 

++อยากแวะเที่ยวระหว่างทางด้วยต้อง รถเช่า

รถเช่าก็เป็นอีกวิธีที่เราแนะนำ ถ้าระยะทางจากโตเกียว – นากาโนะ และยังไม่ต้องเสียค่าน้ำมันมากจนเกินไป

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าออกเดินทางจากสถานีชินจูกุ ถ้าขับขึ้นทางด่วน ก็จะถึงสถานีนากาโนะโดยใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 20 นาที ค่าทางด่วนประมาณ 5〜6,000 เยน ถ้ารวมค่าน้ำมันด้วยก็จะราคาประมาณ 8,000 เยนต่อการเดินทางแต่ละขา

ถ้าเดินทางทั้งหมด 4 คน หารแล้วจะเหลือประมาณคนละ 2,000 เยนเท่านั้น ซึ่งนับว่าถูกมากเลยค่ะ แถมยังดีตรงที่ได้แวะเที่ยวตามที่ต่าง ๆ ระหว่างทางด้วยนะคะ

จบแล้วค่ะ วิธีการเดินทางไปนากาโนะ 4 วิธีที่เราแนะนำไป ถ้าคำนึงถึงเวลาก็อาจจะดีที่สุดที่จะนั่งโฮคุริคุชินคันเซ็นไปค่ะ

แต่ก็อาจจะแตกต่างกันแล้วแต่ไลฟ์สไตล์ของเพื่อน ๆ ว่าแผนการเดินทางเป็นยังไง ลองใช้ข้อมูลของเราอ้างอิงเพื่อหาวิธีการเดินทางที่เหมาะกับเพื่อน ๆ ดูนะคะ

=============================================================================

Cr. Matcha