ห่างจากสนามบินนานาชาติคันไซเพียงหนึ่งสถานี จะมีร้าน Outlet ที่สามารถช๊อปปิ๊งสินค้าแบรนด์เนมได้ในราคาที่พอเหมาะไม่แพงจนเกินไปอยู่ด้วยนะ

Rinku Premium Outlet

เพียงสถานีเดียวจากสนามบินคันไซ

จากสนามบินนานาชาติคันไซ นั่งรถไฟประมาณ 6 นาที ก็จะถึงสถานีที่ใกล้ที่สุดจากย่าน Outlet ก็คือ สถานีรินคูทาวน์

ที่สถานีนี้จะนั่งรถไฟของ JR หรือรถไฟนันไคมาก็ได้ นอกจากนี้ยังมีรถ Shuttle Bus (เที่ยวละ 100 เยน จุได้ 50 คน)วิ่งจากสนามบินมาที่นี่อีกด้วย โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที สามารถเดินทางมาได้ทั้งสองวิธีแบบนี้สะดวกสุดๆไปเลยเนอะ

สะพานยาวที่มองเห็นจากทางฝั่งที่จอดรถเป็นสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างสนามบินไปสู่ย่าน Outlet

ข้อดีก็คือจำนวนร้านที่มากมาย!

ที่นี่มีร้านขายสินค้าแบรนด์เนมตั้งอยู่ประมาณ 200 ร้าน และยังมีสินค้ามากมายหลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น ของเล่น อุปกรณ์ในครัวเรือน
เสื้อผ้าบุรุษ เสื้อผ้าสตรี และอุปกรณ์กีฬาต่างๆ สามารถเดินช๊อปปิ๊งได้ทั้งวันจะมาเดินคนเดียวได้หรือจะมากันทั้งครอบครัวก็ได้ รับรองว่าไม่มีเบื่อ

และเนื่องจากสิ่งก่อสร้างต่างๆที่มีการออกแบบให้ดูเหมือนกับรีสอร์ทโดยได้แรงบันดาลใจมาจากเมืองท่าชาร์ลสตันอันมีประวัติศาสตร์ของอเมริกา
ทำให้ที่นี่ทั้งสวยงามและดูเป็นระเบียบอีกด้วย

การบริการต่างๆก็จัดเต็ม

ตู้ล๊อกเกอร์แบบหยอดเหรียญ

ตู้ล๊อกเกอร์แบบหยอดเหรียญที่มีมากมายหลายขนาดถูกติดตั้งไว้อย่างพร้อมเพรียง
และยังมีตู้ล๊อกเกอร์แบบหยอดเหรียญไซต์ใหญ่พิเศษ แนวตั้ง 113cm แนวนอน 35cm และลึก 64cm อยู่ด้วย

โทรศัพท์สาธารณะ

โทรศัพท์สาธารณะที่สามารถโทรระหว่างประเทศได้ก็ถูกติดตั้งอยู่ด้วย

บริการ Lan ไร้สายสาธารณะ

สามารถใช้บริการ Lan ไร้สายสาธารณะ(au/Wi2 หรือ FREE SPOT)ได้ทุกหนแห่งภายในอาคาร ส่วนจุดบริการฟรีจะสามารถใช้ได้ที่ชั้น 1ของศูนย์อาหารริมทะเล

บริการเช่าเบบี้คาร์

มีบริการให้เช่าเบบี้คาร์ฟรีสำหรับเด็กที่มีส่วนสูงไม่เกิน 100 cm
ไม่เพียงแต่การเดินทางที่สะดวกสบายห่างจากสนามบินเพียงหนึ่งสถานีเท่านั้น
แต่ยังเป็นย่านช๊อปปิ๊งครบวงจรที่มีพื้นที่กว้างขวางและเรียงรายไปด้วยสินค้านานาชนิดอีกด้วย ก่อนเดินทางกลับหรือก่อนไปเที่ยวโอซาก้าลองแวะช๊อปปิ๊งดูก็เข้าท่าดีนะ

Information

Rinku Premium Outlet

ที่อยู่ : Osaka Izumisano-Shi Rinkuoraiminami 3-28
เวลาทำการ : 10:00~20:00 น.
วันหยุดประจำ : หนึ่งครั้งต่อปี (วันพฤหัสที่สามของเดือนกุมภาพันธ์)
บริการ Wi-Fi : มี
บริการรับบัตรเครดิตการ์ด : มี
รองรับภาษา : ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษ
การเดินทาง: รถไฟสายนันไคคูโค สายJR คันไซคูโค ลงที่「สถานีรินคูทาวน์」แล้วเดินต่อหกนาที/Shuttle Bus จากสนามบินคันไซ
ประมาณ 20 นาที (เที่ยวละ 100 เยน จุได้ 50 คน)
โทรศัพท์: 072-458-4600
HP:http://www.premiumoutlets.co.jp/rinku/

——————————————————–

Cr. Matcha-jp.com

รวมมิตรของฝากที่โอซาก้า เราจะแนะนำขนมของฝาก 5 อย่างที่แหวกแนวไม่เหมือนใคร

โอซาก้า เมืองที่แสนครึกครื้นและมีชีวิตชีวา ทั้งซึเท็งคาคุ ทั้งปราสาทโอซาก้า ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง และเป็นที่รู้จักกันดี อาหารขึ้นชื่อของโอซาก้าคือทาโกะยากิ แต่ถ้าพูดถึงขนมแล้ว จะมีอะไรน่าสนใจบ้างนะ?

ไม่รอช้า ไปดูกันเลยค่ะ

1.ขนมปังกรอบนาคาโนะชิมะ รสคาราเมล&อัลมอนด์

นาคาโนะชิมะ เป็นชื่อเมืองเมืองหนึ่งในจังหวัดโอซาก้า เป็นละแวกศูนย์กลางของเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองของโอซาก้ามาตั้งแต่สมัยก่อน ขนมปังกรอบนาคาโนะชิมะนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากความปรารถนาที่อยากให้มีของฝากประจำเมืองนาคาโนะชิมะที่ทุกคนรักใคร่

ขนมปังกรอบอร่อย พร้อมกลิ่นหอมหวานยั่วยวนของอัลมอนด์บด ต่อด้วยความหวานจากน้ำตาลและคาราเมลสูตรเข้มข้น แม้รสชาติจะจัดเต็มแบบนี้แต่ก็ไม่เลี่ยนจนกินแทบหยุดไม่ได้เลยล่ะค่ะ

สามารถหาซื้อได้จากหลาย ๆ ที่ค่ะ อย่างเช่น「Entree Marche Osaka Chuo Branch」ในสถานีโอซาก้า、「Gift Station」ในสถานีชินโอซาก้า、「Ichibirian」ที่โดทงโบริ (สาขาที่จำหน่ายอาจมีการเปลี่ยนแปลง)

<แนะนำผลิตภัณฑ์>
บริษัทที่ผลิต:Bijuu Co.,Ltd.
ชื่อผลิตภัณฑ์:ขนมปังกรอบนาคาโนะชิมะ รสคาราเมล&อัลมอนด์ (บรรจุ 8 ชิ้น)
ราคา:540 เยน (ไม่รวมภาษี)

2.ซึคิเกะโช (Aoki Shofuan)

ซึคิเกะโช ขนมที่ได้รับรางวัลเหรียญทองชนะเลิศ หรือเหรียญทองจากโอลิมปิคอาหาร Monde Selection ติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี

รูปทรงของขนมที่ดูกลมสวยเหมือนพระจันทร์ก็น่ารักดีค่ะ สีก็เหมือนพระจันทร์ด้วยใช่มั้ยล่ะคะ

ขนมโมจิไส้ถั่วยาวที่มีเนยและนมชั้นดีเป็นหนึ่งในวัตถุดิบ

แต่ไม่ใช่ว่าจะมีรสถั่วฝักยาวแรง ๆ อยู่ในขนมนะคะ ให้รสชาติเหมือนมันหวานมากกว่า ถั่วแดงที่เป็นไส้ด้านในก็เข้มข้นแต่หอมหวานชนิดละลายในปากเลยค่ะ

มีวางขายอยู่ที่「Entree Marche Osaka Chuo Branch」ในสถานีโอซาก้า,「Omiyagekaido」และ「Entree Marche (West)」ในสถานีชินโอซาก้า

<แนะนำผลิตภัณฑ์>
บริษัทที่ผลิต:Aoki Shofuan Corporation
ชื่อผลิตภัณฑ์:ซึคิเกะโช (Tsukigesho) (บรรจุ 10 ชิ้น)
ราคา:1,296 เยน (รวมภาษี)

3.ทาโกะพาทิเอ(Hyogetsudo)

ทาโกะพาทิเอะ เป็นทาโกยากิแบบของหวาน ของฝากขึ้นชื่อของโอซาก้าที่ทำขึ้นโดยปาตีซิเย (นักทำขนมอบ) ตัวยง เป็นขนมที่มีพายซึ่งปรุงรสให้เหมือนกับทาโกะยากิด้านบน
แม้จะบอกว่า “ปรุงรสให้เหมือน” แต่ก็ทำจากทาโกะยากิซอสของจริง ทำให้ได้รสชาติแบบทาโกะยากิเลยค่ะ

รสชาติก็เหมือนเอาทาโกะยากิมาทำเป็นขนมขบเคี้ยวกรอบ ๆ ด้วยซอสของจริงที่ใช้ในการทำทาโกะยากิ กัดคำแรก ๆ อาจจะได้รสชาติเหมือนทาโกะยากิ แต่เริ่มกินต่อไปเรื่อย ๆ จะได้รับรสหวานของพายค่ะ

สามารถหาซื้อได้ที่ 「Entree Marche (West)」ในสถานีชินโอซาก้า、「Entree Marche・Central Court」ในสถานีโอซาก้า และ「Sky Plaza」ในสนามบินโอซาก้าอิตามิ

※สามารถใช้บัตรเครดิตในการชำระเงินได้

<แนะนำผลิตภัณฑ์>
บริษัทที่ผลิต:Hyogetsudo Company
ชื่อผลิตภัณฑ์:ทาโกะพาทิเอะ (บรรจุ 12 ชิ้น)
ราคา:540 เยน (รวมภาษี)

4.คุอิดะโอเรทาโร่ พีชพาย(Tarofoods)

คุอิดะโอเรทาโร่ เป็นคาแรคเตอร์ที่ใส่แว่นที่เหมือนสัญลักษณ์ของโอซาก้าเลยก็ว่าได้ค่ะ

ที่กล่องขนมที่มีหน้าคุอิดะโอเรทาโร่โชว์หน้าแป้นแร้นอยู่นี้ ก็คือ คุอิดะโอเรทาโร่ พีชพาย ขนมพายรูปทรงกระบอกที่มีลูกพีชบดสอดไส้อยู่ข้างในนี่ไงคะ

รูปกล่องที่มีหน้าคาแรคเตอร์นี้อยู่ จะมีด้วยกันทั้งหมด 5 ชนิดค่ะ

แค่เปิดกล่องออกมา ก็จะได้กลิ่นหอม ๆ ของลูกพีชแล้วค่ะ เนื้อพายไม่ได้กรอบ ๆ เหมือนพายอื่น ๆ ทั่วไป แต่เหนียว ๆ นุ่ม ๆ เคี้ยวเพลินเลยค่ะ รสชาติลูกพีชก็หวานอร่อยพอดี ๆ

ทั้งรสชาติและแพ็คเกจเหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะเป็นของฝากจากโอซาก้าค่ะ

ขายอยู่ที่「Eki Marche Shin-Osaka」ในสถานีชินโอซาก้า、「Entree Marche・Central Court」ในสถานีโอซาก้า (ตรงที่ตรวจตั๋ว Central Gate สถานี JR โอซาก้า)

<แนะนำผลิตภัณฑ์>
บริษัทที่ผลิต:Tarofoods
ชื่อผลิตภัณฑ์:คุอิดะโอเรทาโร่ พีชพาย (บรรจุ 10 ชิ้น)
ราคา:864 เยน (รวมภาษี)

5.เอมนจี้(Gokan)​

เอมนจี้ เป็นขนมมาเดอลีนที่บรรจงทำขึ้นมาจากแป้งสาลีและข้าวเจ้าชั้นดีของญี่ปุ่น

ด้านในมีถั่วดำใหญ่ใส่อยู่ถึง 3 เมล็ดเลยค่ะ

กลิ่นหอมชวนน้ำลายไหลของเนยช่างยั่วจมูกดีจริง ๆ เลยล่ะ ถั่วดำ 3 เมล็ดที่อยู่ด้านในให้รสชาติอร่อยที่เข้ากันดีแบบที่ไม่เคยทานมาก่อน ตัวถั่วดำเองก็มีรสหวานอยู่ในตัวซึ่งลงตัวกับมาเดอลีนชิ้นโปรดชิ้นนี้เลยล่ะค่ะ

สามารถหาซื้อได้ที่「สถานีชินโอซาก้า」、「สนามบินอิตามิ」、「สนามบินคันไซ」ได้เลยค่ะ

ที่gokan สาขาคิตะฮามะฮงคัง มีคาเฟ่เปิดให้บริการด้วยค่ะ

<แนะนำผลิตภัณฑ์>
บริษัทที่ผลิต:Gokan
ชื่อผลิตภัณฑ์:เอมนจี้ (บรรจุ 10 ชิ้น)
ราคา:1,080 เยน (รวมภาษี)

เป็นยังไงบ้างคะ? ของฝากจากโอซาก้าที่สมกับเป็นโอซาก้าจริง ๆ และมีความหลากหลายที่เราแนะนำ ลองเอาไปเป็นไอเดียเวลามองหาของฝากมาฝากคนรู้ใจดูนะคะ!

——————————————–

Cr. matcha-jp.com

ไม่ต้องแบกตู้เสื้อผ้าไป! ถ้ารู้ ‘เทคนิคเลือกเสื้อกันหนาว’ ให้เหมาะกับอุณหภูมิ

วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ  สำหรับวิธีการเตรียมตัวจัดกระเป๋ารับมือกับความหนาวได้ทุกระดับ และทุกรูปแบบมาฝากคุณๆ กัน รับประกันได้ว่า ไม่ต้องแบกตู้เสื้อผ้าไปแน่นอลลลลลล์ ก่อนอื่นเราต้องมาแบ่งการจัดกระเป๋าเป็น

1. ระดับหนาวเย็นกำลังสบาย (15-20 องศาเซลเซียส)

อากาศระดับประมาณนี้คุณสามารถนำเสื้อยืด กระโปรง หรือเดรสลำลองที่ใส่หน้าร้อนมาปรับใส่ได้ 

โดยอาจจะนุ่งเลกกิ้งส์ (leggings) ไว้ด้านในเพื่อเพิ่มความอบอุ่น

และสวมแจ็กแก็ตบางๆ หรือขนอ่อน หรือเสื้อกันหนาวรุ่นไม่หนามากและ

เป็นพวกเส้นใยฝ้ายหรือสังเคราะห์ทับไว้ด้านบน อุณหภูมิระดับนี้

ถือเป็นอุณหภูมิโดยเฉลี่ยของช่วงกลางวันฤดูหนาว ในจังหวัดทางเหนือของไทย

เสื้อผ้า

เสื้อยืดได้ทั้งแขนสั้น แขนยาว ผ้ายืดธรรมดา กางเกงยีนส์ เสื้อแจ็กแก็ต เสื้อคลุมคาดิแกน (cardigan) เสื้อกันหนาวแบบสวม (jumper) หรือสเวตเตอร์ (sweater)

รองเท้า

รองเท้าผ้าใบ รองเท้าบู้ทสั้นแบบครึ่งข้อ

เครื่องแต่งกายอื่นๆ

ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ถุงเท้าแบบธรรมดาไม่ต้องหนามาก หรือถุงน่องบางๆ

2. ระดับหนาวยะเยือก (1-15 องศาเซลเซียส)

หนาวระดับนี้ถือว่าหนาวมากสำหรับเมืองร้อนแบบบ้านเรา

เสื้อผ้า

ชั้นในชุดชั้นในแบบหนา เสื้อกล้ามหรือเสื้อเบาบางไว้ใส่ชั้นในเพิ่มความอบอุ่น

เสื้อกล้ามเส้นใยผ้าไหมบางๆ แต่อุ่นดีทีเดียว บางคนที่ชินกับอากาศหนาว

อาจไม่ต้องใส่ก็ได้ แต่ถ้าไม่คุ้นเคย ควรพกลองจอห์น (long john) ติดตัวไปด้วยเผื่อใส่ด้วยก็ได้

ชั้นกลางเสื้อปิดคอแขนยาว เสื้อแขนยาว เสื้อคลุม หรือเสื้อสเวตเตอร์รุ่นอย่างหนา

สำหรับอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศา ควรใส่เสื้อสเวตเตอร์ที่มีเส้นใยผสมขนสัตว์นิดหน่อย

และกางเกงยีนส์หนา ทั้งนี้ ถ้าไม่ได้ใส่ลองจอห์น อาจใส่เลกกิ้งส์เพิ่มอีกชั้น

หรือมีเลกวอร์มเมอร์ (ทีคลุมตั้งแต่ข้อเท้าจนถึงเข่า) ไปเผื่อ

ชั้นนอก เสื้อแจ็กเก็ตหรือเสื้อโค้ทแบบหนาที่มีฮู้ดไว้กันลม

โดยด้านนอกสุดของเสื้อควรเป็นเส้นใยแบบกันลม เพราะแม้อุณหภูมิไม่ต่ำมาก

แต่โดนลมพัดนาน ก็ทำให้หนาวมากได้ หากอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศา ด้านในควรเป็นขนเป็ด

รองเท้า

รองเท้าผ้าใบ รองเท้าบูทได้ทุกรุ่นตั้งแต่ครึ่งข้อ ครึ่งเข่าไปจนถึงบูทสูง

เครื่องแต่งกายอื่นๆ

ถุงเท้าอย่างหนาหากไม่ได้ใส่บู้ท ใส่หมวกไหมพรม หากเสื้อแจ็กเก็ตหรือเสื้อโค้ทไม่มีฮู้ด ผ้าพันคออย่างหนา หาแบบที่ทำจากขนสัตว์ (Wool)

หรือขนแกะจะช่วยได้ดีมาก ถุงมือ ถุงเท้าอย่างหนา ถุงน่องรุ่นแพนตี้โฮส (pantyhose)

หรือไทต์ (tight) หมวกสำหรับหน้าหนาว หรือใครจะนิยมบีนนี่ (beanie) ที่เป็นหมวกไหมพรมหรือผ้ายืดอย่างหนา

ไปจนถึงขนแกะไว้ใส่คลุมปิดตั้งแต่หน้าผาก หู และคลุมท้ายทอยหรือต้นคอก็ได้ ตามแต่ความทนทานความหนาวของแต่ละบุคคลไป

3. ระดับหนาวติดลบ (1 องศาเซลเซียสลงไปจนถึงหนาวติดลบ)

ระดับนี้เป็นหนาววัดใจหรือบางคนอาจเรียกว่า หนาวหูหลุด เพราะจะหนาวมากจนคุณรู้สึกชาบริเวณข้อต่อต่างๆ ของร่างกาย

หนาวระดับนี้แน่นอนว่าจะเป็นอุณหภูมิของทุกเมืองที่มี “หิมะตก”เช่น ซัปโปโร (Sapporo) และเมืองทางเหนือของญี่ปุ่น เกาหลีใต้ในเขตจังหวัดคังวอน (Gangwon-do)

เสื้อผ้า

ชั้นใน จัดเสื้อผ้าอย่างหนาแบบหนาวระดับยะเยือกแต่อาจต้องใส่หลายชั้นหน่อย

เช่น ชุดชั้นในไหมพรม ลองจอห์น (ถ้ามีหิมะ ใช้ลองจอห์นแบบระบายความชืันได้อย่างรวดเร็ว)

หรือเสื้อกล้ามหนาด้านบนแล้วนุ่งไทต์เลกกิ้งส์อย่างหนา หรือแพนตี้โฮสด้านล่าง

ชั้นกลาง แจ็กเก็ตเสื้อขนอ่อน หรือเสื้อไหมพรมแบบผสมขนสัตว์สัก 40% ขึ้นไป กางเกงยีนส์

ถ้าหิมะตก แนะนำใส่กางเกงผ้าร่มที่บุขนอ่อนและกันเปียก (แบบสำหรับเล่นสกีได้)

ชั้นนอก ที่สำคัญเวลาหิมะตกแล้วจะเปียกและลื่นได้ง่าย ควรสวมเสื้อโค้ทขนเป็ดทีด้านนอกกันเปียก

ถ้าไม่ได้ใส่กางเกงแบบสำหรับใส่เล่นสกีได้ แนะนำเป็นเสื้อโค้ทยาว

รองเท้า

ถุงเท้าอย่างหนาหรืออย่างบางแต่ผสมขนสัตว์ รองเท้าบูทสูง รองเท้าที่สำหรับเดินบนหิมะได้ไม่ลื่น

เครื่องแต่งกายเสริม

เช่นเดียวกับระดับหนาวยะเยือก เช่น ผ้าพันคออย่างหนา ถุงมือกันเปียกกันลม เลกกิ้งส์อย่างหนา

แต่เพิ่มที่ปิดหูเพิ่มเข้ามา หรือหมวกที่ปิดหูได้ หรือบีนนี่ยาวคลุมหูได้

*** เอาไปเท่าไหร่ ***

เสื้อโค้ทที่จะใส่ด้านนอกเอาไปแค่ 1 ตัวหรือไม่เกิน 2 ตัว / กางเกงยีนส์ 2 ตัว / เสื้อคอเต่า

หรือ เสื้อแขนยาวไม่เกิน 3 ตัว / รองเท้า 2 คู่ ขอให้เป็น บูท 1 คู่ และผ้าใบ 1 คู่

แจ็กเก็ต สเว็ตเตอร์ไม่เกิน 2 ตัว / ส่วนเลกกิ้งส์ หรือ พวกไว้สวมใส่ด้านใน

เพิ่มความอบอุ่นอาจจะเอาไปสัก 3-4 ชิ้น เพราะเครื่องแต่งกายเหล่านี้เบาและม้วนแพ็คได้ง่าย

ส่วนเครื่องแต่งกายอื่นๆ เช่นผ้าพันคอ หมวก ถุงมือก็ขอให้ไม่เกิน 2 ชิ้นต่ออย่าง

ส่วนถุงเท้าสัก 5 คู่ก็ได้ ชุดนอน 1-2 ชุด ส่วนชุดชั้นใน ก็คำนวณเอาตามความเหมาะสม

อย่าลืมว่าโรงแรมที่พักส่วนใหญ่ คุณสามารถส่งซักได้

สิ่งจำเป็นอื่นๆ ที่ควรแพ็คติดกระเป๋าเดินทาง

ครีม/โลชั่นถนอมความชุ่มชื่นของผิวหน้า ผิวกาย และมือ หากไม่คุ้นเคยกับลมหนาวและอากาศแห้ง

ขอแนะนำให้ใช้ครีม/โลชั่นสำหรับเมืองหนาว

-ลิปบาล์มหรือลิปกลอส

-น้ำตาเทียม โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ใส่คอนแท็กเลนส์หรือมีปัญหาตาแห้ง

-ยาแก้ไข้หวัด ยาแก้แพ้อากาศ และยาประจำตัวที่มีฉลากภาษาอังกฤษถูกต้อง

-ครีม/โลชั่นกันแดด แม้ฤดูหนาวถึง 0 องศา แต่ในบางแห่งก็อาจมีแดดในตอนกลางวันได้

ควรพกแว่นกันแดดไปด้วยก็จะตสดยอด อุปกรณ์เสริมสำหรับไปขึ้นเขา ขึ้นดอย หรือเล่นสกี

-แว่นกันลม สำหรับการไปเล่นสกี หรือปีนเขา ปีนดอยที่มีลมพัดแรง

-ถุงมือสกี ซึ่งมีความหนากว่าถุงมือปกติและยังสามารถกันน้ำได้

เป็นไงล่ะครับ แค่เนี๊ยะสาวๆ ทั้งหลายก็ไม่ต้องแบกตู้เสื้อผ้าไปร่วมทริปด้วยแล้ว

ส่วนใครที่มีเคล็ดลับอะไรดีๆ ก็บอกกล่าว แชร์ประสบการณ์กันได้เลยนะฮ้าฟฟฟฟว์

—————————————————————

Cr. Spokedark.tv

“โอซาก้า” เมืองแห่งการช้อปปิ้งแหล่งรวมของถูกและดีเพียบ!

โอซาก้า เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคคันไซ แถมยังมีประชากรมากเป็นอันดับ 2 รองจากโตเกียวเลยทีเดียว นอกจากนี้ก็ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเดินทางชั้นยอดอีกด้วย เนื่องจากสามารถเดินทางต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวหลักๆอย่างเกียวโต นารา และโกเบได้อย่างสะดวกสบาย ที่นี่เป็นที่ตั้งของสนามบินนานาชาติคันไซ ทำให้เราสามารถเดินทางมาจากต่างประเทศได้โดยตรง

“โอซาก้า” เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นเมืองแหล่งรวมของถูกและดี จึงเหมาะกับนักท่องเที่ยวขาช้อปอย่างเราสุดๆ ในครั้งนี้เราจะมาแนะนำ 11 แหล่งช้อปปิ้งที่เหมาะกับการหาซื้อของฝากกันค่ะ ^^

ความแตกต่างและเอกลักษณ์ของ “คิตะ” และ “มินามิ” โซนหลักในโอซาก้า

ในโอซาก้าประกอบด้วยโซนหลักทั้งหมด 2 โซนด้วยกัน คือ “คิตะ” และ “มินามิ” เดี๋ยวเรามาแนะนำเอกลักษณ์ของทั้ง 2 โซนกันดีกว่าเนอะ

คิตะ : แหล่งต้นกำเนิดเทรนด์แฟชั่นทันสมัยใจกลางอุเมดะ

โซน คิตะ เป็นย่านชุมชนของโอซาก้าที่ตั้งอยู่ใจกลางเขตอุเมดะใกล้สถานีโอซาก้า โดยเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นย่านต้นกำเนิดเทรนด์แฟชั่นทันสมัยไม่ว่าจะเป็นศิลปะหรือแฟชั่น เนื่องจากมีการคมนาคมที่เจริญรุ่งเรืองและครอบคลุมเกือบทั้งเมืองโอซาก้า เราจึงสามารถเดินทางมาจากสถานที่ต่างๆในเมืองโอซาก้าได้อย่างสะดวกสบาย

สำหรับใครที่อยากสัมผัสเทรนด์อันทันสมัยของโอซาก้าก็บอกเลยว่าห้ามพลาด!

มินามิ : บรรยากาศแสนคึกคักสไตล์โอซาก้า เช่น ชินไซบาชิและโดทงโบริ

โซน มินามิ เป็นย่านรวมแหล่งช้อปปิ้งอันทรงเสน่ห์ใจกลางนัมบะ ไม่ว่าจะเป็น Dōtonbori (โดทงโบริ) ที่เรียงรายไปด้วยร้านอาหารและศูนย์รวมความบันเทิงมากมาย และ Shinsaibashi (ชินไซบาชิ)ศูนย์กลางวัฒนธรรมวัยรุ่นโอซาก้า

สำหรับใครที่อยากสัมผัสบรรยากาศสไตล์โอซาก้าต้องลองแวะมาเที่ยวกันให้ได้สักครั้ง!

นอกจากโซนคิตะและมินามิแล้ว ภายในโอซาก้าก็ยังเป็นที่ตั้งของย่านชุมชน ช้อปปิ้งมอลล์ และย่านร้านค้าอีกมากมาย ต่อจากนี้ไป เราจะมาแนะนำ 11 แหล่งช้อปปิ้งในโอซาก้ารวมถึงโซนคิตะและมินามิกันค่ะ ^^

1. HERBIS PLAZA ENT:ช้อปปิ้งมอลล์ที่เรียงรายไปด้วยร้านค้าแบรนด์ดังมากมาย

HERBIS PLAZA ENT」คือ ช้อปปิ้งมอลล์ที่ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีอุเมดะ ที่นี่เรียงรายไปด้วยร้านค้าแฟชั่นมากมาย เช่น ร้านค้าแบรนด์ดังของญี่ปุ่น เป็นต้น

บนชั้น B2F เป็นที่ตั้งของร้านอาหารญี่ปุ่นและอิตาเลียน ทำให้เราสามารถเพลิดเพลินได้ตลอดทั้งวัน

2. GRAND FRONT OSAKA : ศูนย์การค้าติดสถานีโอซาก้า

GRAND FRONT OSAKA」คือ ศูนย์การค้าที่ตั้งอยู่ติดกับสถานีโอซาก้า ประตูฝั่งเหนือ โดยแบ่งออกเป็นฝั่งเหนือ ใต้ และลานกว้างอุเมกิซึ่งเรียงรายไปด้วยร้านค้ากว่า 266 ร้าน

สวนสาธารณะบนดาดฟ้านับเป็นโซนที่สามารถสัมผัสกับธรรมชาติของญี่ปุ่นได้อย่างยอดเยี่ยม สำหรับใครที่ช้อปปิ้งกันจนเหนื่อยล้าแล้วก็ลองขึ้นมาพักผ่อนพลางชมน้ำและต้นไม้อันเขียวขจีดูก็ไม่เลวนะจ๊ะ…

3. HEP FIVE:ห้ามพลาดชิงช้าสวรรค์บนดาดฟ้า

HEP FIVE」คือ ศูนย์รวมความบันเทิงติดสถานีอุเมดะ โดยเรียงรายไปด้วยร้านค้ามากมายไม่ว่าจะเป็นร้านค้าแฟชั่นสำหรับวัยรุ่นและร้านจำหน่ายสินค้าจิปาถะ

ชิงช้าสวรรค์สีแดงสดบนชั้น 7F นับเป็นแลนด์มาร์ของเขตอุเมดะเลยก็ว่าได้ บอกเลยว่าห้ามพลาดขึ้นมาชมวิวอาคารบ้านเมืองโอซาก้าจากบนชิงช้าสวรรค์เด็ดขาด!

4. Namba Marui : แหล่งรวมสินค้าแฟชั่นทันสมัย

Namba Marui」คือ ช้อปปิ้งมอลล์ติดสถานีนัมบะ โดยเป็นศูนย์รวมความบันเทิงที่ประกอบด้วยทั้งชั้นร้านค้าแฟชั่นสำหรับชาย-หญิง โรงภาพยนตร์ และอื่นๆอีกมากมาย

ภายใน Namba Marui แห่งนี้เต็มไปด้วยร้านจำหน่ายสินค้าแฟชั่นอินเทรนด์อันทันสมัยเพียบ! จึงเรียกได้ว่าเป็นแหล่งช้อปปิ้งสินค้าอินเทรนด์ประจำโอซาก้าเลยทีเดียว

5. Hoop:แฟชั่นมอลล์ที่มีอิลลูมิเนชั่นยามค่ำคืนอันแสนงดงาม

Hoop」คือ แฟชั่นมอลล์ที่ตั้งอยู่ในย่านเทนโนจิ Hoop เป็นภาษาอังกฤษหมายถึง “ถังเหล้า” ภายในอาคารที่ได้รับการออกแบบเป็นรูปถังเหล้าแห่งนี้เรียงรายไปด้วยร้านค้ากว่า 60 ร้านด้วยกัน

เมื่อตกกลางคืนจะมีการจัดอิลลูมิเนชั่นบนตึกเติมแต่งสีสันให้กับเมืองโอซาก้างดงามมาก สำหรับใครที่มีโอกาสได้เดินทางมาเที่ยวย่านเทนโนจิก็ลองแวะมาชมกันดูนะคะ

6. Shinsaibashi OPA:แลนด์มาร์คแห่งโซนมินามิ

Shinsaibashi OPA」คือ ช้อปปิ้งมอลล์ที่ตั้งอยู่ชินไซบาชิ โดยจำหน่ายสินค้าแฟชั่นมากมายหลายประเภทตั้งแต่สินค้าแฟชั่นลำลอง สินค้าคัดสรรแบรนด์ดัง ไปจนถึงเสื้อผ้ามือสองเลยทีเดียว

ว่ากันว่าด้านหน้าตึกที่มีโลโก้ OPA นั้นถูกใช้เป็นจุดนัดพบของเหล่าวัยรุ่นด้วยนะเออ… สำหรับใครที่มีโอกาสได้มาเที่ยวย่านชินไซบาชิต้องลองแวะมาเที่ยวกันดูสักครั้ง

7. Tennoji MIO : อาคารสไตล์โมเดิร์นบน Tennōji Station

Tennoji MIO」คือ ศูนย์การค้าบน JR Tennōji Station ที่นี่เป็นที่ตั้งของร้านค้ากว่า 251 ร้าน โดยจำหน่ายสินค้ามากมายหลากหลายแบบตามความต้องการของกลุ่มลูกค้าโดยเฉพาะสินค้าแฟชั่น

ที่นี่ได้รับการรีโนเวทในปี 2013 จนกลายเป็นอาคารสไตล์โมเดิร์นสุดเก๋ไก๋อย่างในปัจจุบัน จึงนับเป็นแหล่งช้อปปิ้งแห่งใหม่ในย่านเทนโนจิที่กำลังเป็นที่สนใจมากเป็นพิเศษเลยทีเดียว

8. America-mura : แหล่งช้อปปิ้งสินค้าแฟชั่นสุดเอกลักษณ์

America-mura」คือ ย่านที่ตั้งอยู่ในนิชิชินไซบาชิ โดยเรียกกันทั่วไปว่า “อาเมมูระ” ที่นี่เรียงรายไปด้วยร้านจำหน่ายสินค้าแฟชั่นสุดเอกลักษณ์และร้านจำหน่ายอาหารแบบเดินไปกินไปมากมาย

แถมยังเต็มไปด้วยร้านจำหน่ายเสื้อผ้ามือสองและสินค้านำเข้าถึงขนาดเรียกกันว่า “ฮาราจูกุแห่งโอซาก้า” เลยทีเดียว สำหรับใครที่วางแผนมาเที่ยวชินไซบาชิต้องจด!

9. Namba Parks:แหล่งช้อปปิ้งใจกลางนัมบะ

Namba Parks」คือ แฟชั่นมอลล์ใกล้สถานีนัมบะ โดยเรียงรายไปด้วยร้านค้ากว่า 240 ร้าน ไม่ว่าจะเป็นร้านจำหน่ายสินค้าแฟชั่นอินเทรนด์ ของตกแต่งภายใน ไปจนถึงร้านค้าจิปาถะเลยทีเดียว

บนดาดฟ้ามีการสร้างสวนสาธารณะขนาดใหญ่ขึ้นมาเป็นโอเอซิสใจกลางเมือง สำหรับใครที่กำลังมองหาแหล่งช้อปปิ้งในนัมบะก็บอกเลยว่าห้ามพลาด!

10. Shin Sai Bashi-Suji Shopping Street:ถนนร้านค้าท้องถิ่นที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน

Shin Sai Bashi-Suji Shopping Street」คือ ถนนร้านค้าที่ทอดยาวจากชินไซบาชิจรดนัมบะ บนถนนร้านค้ายาวกว่า 600 เมตรแห่งนี้เรียงรายไปด้วยร้านค้ากว่า 180 ร้าน

ที่นี่เต็มไปด้วยบริการสำหรับนักท่องเที่ยวเพียบทั้งแผ่นพับภาษาอังกฤษ ภาษาเกาหลี ภาษาจีนตัวเต็ม และภาษาจีนตัวย่อรวมกว่า 4 ภาษา, Wi-Fi ฟรี และร้านค้าปลอดภาษี

11. Abeno Harukas : ตึกที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นสำหรับชมเมืองโอซาก้า

P6150683

Abenobashi Terminal Building หรือ Abeno Harukas ที่ตั้งอยู่ในเขตอาเบโนะ เมืองโอซาก้า คือ ศูนย์รวมความบันเทิงแห่งใหม่ที่เพิ่งสร้างขึ้นมาเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2014 ที่ผ่านมานี้เอง ด้วยความที่เป็นตึกสูงที่สุดในญี่ปุ่นกว่า 300 เมตรเหนือระดับพื้นดิน เราจึงสามารถชมตั้งแต่เมืองโอซาก้าไปจนถึงฝั่งเกียวโตและนาราได้จากจุดชมวิวติดกระจก 360 องศาอย่าง “Harukas 300” เลย

ที่นี่เต็มไปด้วยร้านค้าแบรนด์ดังมากมาย เราจึงสามารถช้อปปิ้งสินค้าได้ทุกประเภทตั้งแต่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายยันเครื่องสำอางเลยทีเดียว แถมยังจัดเตรียมบริการสำหรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะเอาไว้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นบริการปลอดภาษีและแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

“โอซาก้า” เป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อในหมู่นักท่องเที่ยว โดยเป็นเมืองที่อัดแน่นไปด้วยวัฒนธรรมสุดเอกลักษณ์ของโอซาก้า ยังไงเพื่อนๆก็ลองแวะมาเพลิดเพลินกับการช้อปปิ้งในโอซาก้าตั้งแต่แฟชั่นมอลล์ขนาดใหญ่ไปจนถึงถนนร้านค้าท้องถิ่นกันดูนะคะ ^^

———————————————————

Cr. matcha-jp.com

บทความรวมสินค้าสกินแคร์และเครื่องสำอางที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านเครื่องสำอางและ Matsumoto Kiyoshi ซึ่งเหมาะสำหรับซื้อกลับไปเป็นของฝากสุดๆ

เครื่องสำอางญี่ปุ่นยอดนิยมที่เหมาะสำหรับซื้อกลับไปเป็นของฝาก

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องเครื่องสำอางเป็นอันดับต้นๆของโลก โดยจำหน่ายสินค้ามากมายหลายแบรนด์ตั้งแต่สกินแคร์ไปจนถึงเครื่องสำอาง เราสามารถหาซื้อเครื่องสำอางได้ทั่วไปในญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นร้านขายยาอย่าง Matsumoto Kiyoshi และห้างสรรพสินค้าอย่าง Tokyu Hands เป็นต้น

ในครั้งนี้เราก็ได้รวบรวมเครื่องสำอางราคาถูกในแพ็คเกจสุดน่ารักที่เหมาะสำหรับซื้อกลับไปเป็นของฝากมาไว้ที่นี่เรียบร้อยแล้วล่ะค่ะ ^^

ลิปครีมของ DHC

ราคา (1 ชิ้น):756 เยน (ราคารวมภาษี)

ลิปครีมของ DHC มีคุณสมบัติช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้กับริมฝีปากด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์จากพืชอย่าง Olive Virgin Oil และสารสกัดว่านหางจระเข้

สาวๆหลายคนติดใจลิปครีมตัวนี้ด้วยคุณสมบัติช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้กับริมฝีปากตลอดทั้งวัน ลิปครีมพิเศษลายตัวการ์ตูนดิสนีย์ที่วางจำหน่ายเฉพาะช่วงเวลาเหล่านี้ได้รับความนิยมเป็นพิเศษเลยทีเดียว เราสามารถหาซื้อลิปครีมของ DHC ได้ตามร้านสะดวกซื้อหรือร้านขายยาทั่วญี่ปุ่น

ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าของ “Sekkisui” พิเศษเฉพาะที่ 7-Eleven เท่านั้น

ราคา:300〜1,200 เยน

เพื่อนๆรู้มั้ยคะว่าในญี่ปุ่นมีจำหน่ายเครื่องสำอางคุณภาพสูงและราคาถูกซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างแบรนด์เครื่องสำอางญี่ปุ่นอย่าง「KOSE (โคเซ่)」และร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven ด้วยนะเออ…

ส่วนชื่อสินค้าก็คือ「Sekkisui」นั่นเองค่ะ โดยเป็นแบรนด์น้องสาวของเครื่องสำอางไวท์เทนนิ่งที่ได้รับความนิยมตลอดกาลของโคเซ่อย่าง “Sekkisei” แบรนด์นี้จำหน่วยเป็นพวกผลิตภัณฑ์ล้างหน้า สกินแคร์ และครีมน้ำนม ส่วนผลิตภัณฑ์ยอดนิยมก็ต้องยกให้ “White Washing Cream” 460 เยน (ราคาไม่รวมภาษี) เลยค่ะ

ถึงแม้ว่าจะมีราคาถูก แต่ได้รับฟีตแบคดีมากเรื่องความสะอาดหมดจดหลังล้างหน้าถึงขนาดว่ามีนักท่องเที่ยวกว้านซื้อกลับไปเป็นของฝากครอบครัวและเพื่อนๆเพียบ!

นอกจาก “Sekkisui” จะมีจำหน่ายตาม 7-Eleven ทั่วญี่ปุ่นแล้วก็ยังสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาอย่าง Matsumoto Kiyoshi ด้วย

“Mild Cleansing Oil” ของ Fancl

ราคา:1,050 เยน〜

Fancl คือ แบรนด์เครื่องสำอางไร้สารเติมแต่งสัญชาติญี่ปุ่น โดยมีจำหน่ายทั้งเครื่องสำอางพื้นฐาน เครื่องสำอาง ไปจนถึงอาหารเสริมเลยทีเดียว บอกเลยว่าได้รับความนิยมในหมู่ผู้รักสุขภาพสุดๆ

ส่วนของฝากแนะนำก็ต้องยกให้ “Mild Cleansing Oil” อย่างแน่นอน เพราะว่ามีคุณสมบัติโดดเด่นเรื่องการล้างเครื่องสำอางออกอย่างสะอาดหมดจดไปจนถึงรอยดำในรูขุมขนโดยยังคงความชุ่มชื้นบนผิวเอาไว้ได้เป็นอย่างดี

กระดาษซับมันของ Yojiya

ราคา:300〜3,000 เยน

Yojiyaคือ แบรนด์เครื่องสำอางของเกียวโตที่มีมาตั้งแต่ปี 1904 ในปัจจุบันได้มีการขยายสาขาไปยังชิบุย่าและสนามบินฮาเนดะด้วย

“กระดาษซับมัน” ซึ่งเป็นสินค้าแนะนำของทางร้านนั้นเหมาะสำหรับซื้อกลับไปเป็นของฝากสุดๆ เพราะว่ามีขนาดเล็กกระทัดรัดพกพาสะดวก นอกจากนี้ก็ยังมีจำหน่ายสกินแคร์ที่ผลิตมาจากสารสกัดธรรมชาติ, ลิปสติกสีดั้งเดิมของญี่ปุ่น และอุปกรณ์แต่งหน้าด้วย

มาส์กหน้า

ราคา:300〜1,000 เยน

มาส์กหน้ามีจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไปในญี่ปุ่นและห้างสรรพสินค้าอย่าง “Tokyu Hands” โดยแต่ละชิ้นก็มีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไปไม่ว่าจะเป็นความขาวสวยนวลเนียนและความชุ่มชื้น เป็นต้น เราสามารถหาซื้อได้ในราคาประมาณ 300 เยน / ชิ้น

ส่วนมาส์กหน้าแนะนำก็ต้องยกให้แบรนด์「LuLuLun」เลยค่ะ ด้วยกรดไฮยาลูรอนทำให้ช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวได้เป็นอย่างดี

อาหารเสริมคอลลาเจน

ราคา:1,000〜5,000 เยน

อาหารเสริมหรือเครื่องดื่มคอลลาเจนจำหน่ายโดยบริษัทผู้ผลิตเครื่องสำอางและอาหารขึ้นชื่อของญี่ปุ่นอย่าง “Shiseido” “DHC” และ “Meiji” เป็นต้น ตามร้านขายยาขนาดใหญ่อย่าง “Matsumoto Kiyoshi” มีจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอลลาเจนของหลากหลายแบรนด์ให้เลือกซื้อกันไม่หวาดไม่ไหวเลยทีเดียว สำหรับใครที่สนใจก็สามารถกว้านซื้อหลายๆแบบมาลองทานเปรียบเทียบกันได้นะจ๊ะ…

“Atnon” ของ KOBAYASHI PHARMACEUTICAL

ราคา:1,300 เยน〜

“Atnon” คือ ยาลบแผลไฟไหม้ แมลงกัดต่อย และแผลหกล้ม โดยมีสรรพคุณช่วยให้รอยแผลตื้นๆหรือรอยแผลที่เกิดจากความประมาทจางลง

ในปัจจุบันมีจำหน่ายทั้งหมด 4 ชนิดด้วยกัน ประกอบด้วยชนิดเจลใส, ชนิดครีม, ชนิดคอนซิลเลอร์ และชนิดโลชั่น เราสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วญี่ปุ่น

Makanai Cosmetics

ราคา:1,000〜5,000 เยน

“Makanai Cosmetics” คือ แบรนด์จำหน่ายเครื่องสำอางที่ผลิตมาจากวัตถุดิบดั้งเดิมของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นบวบหอม, รำข้าว, คอนยาคุ, กระดาษญี่ปุ่น และถั่วแดง เป็นต้น

ว่ากันว่าสูตรผลิตเครื่องสำอางของ Makanai Cosmetics นั้นมีต้นกำเนิดมาจากผลิตภัณฑ์ที่บรรดาพนักงานหญิงที่ร้านคิมปาคุยะในคานาซาว่าพัฒนาขึ้นมาเพื่อปกป้องผิวพรรณของตนเองจากสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายจากการทำงาน

แพ็คเกจสไตล์ญี่ปุ่นและผิวสัมผัสอันอ่อนโยนทำให้เหมาะสำหรับซื้อกลับไปเป็นของฝากสุดๆ ส่วนสินค้าแนะนำก็หนีไม่พ้น “Hand Cream” และ “Konnyaku Sponge”

“Ivory Skin Made from Silk” ของ Kyoto Silk

ราคา:1,200 เยน

“Ivory Skin Made from Silk” คือ พัฟสำหรับล้างหน้าที่ผลิตมาจากไหม

เมื่อใช้พัฟไหมขัดผิวจะช่วยให้ผิวพรรณนุ่มลื่นนวลเนียน ผลิตภัณฑ์ผลิตโดยใช้เทคนิคด้านความงามที่เผยแพร่มายังเกียวโต วิธีการใช้ก็เพียงแค่ใช้พัฟเช็ดฟองตอนล้างหน้าเท่านั้น โดยเส้นใยไหมจะช่วยขจัดเคราตินออกไป

Kyoto Chidoriya

ราคา:1,000〜5,000 เยน

“Kyoto Chidoriya” คือ แบรนด์เครื่องสำอางสูตรธรรมชาติที่ผลิตมาจากวัตถุดิบทางธรรมชาติในญี่ปุ่น โดยมีสาขาในโตเกียวและเกียวโต แถมยังมี ร้านค้าออนไลน์เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ ด้วยนะเออ…

ส่วนผลิตภัณฑ์แนะนำก็คือ “Chidoriya Peach Moon Herbal Face Water” นั่นเอง น้ำกลั่นจากใบข่าคมเป็นสกินแคร์ที่ผลิตมาจากเมล็ดและสารสกัดส้มโอซึ่งเป็นวัตถุกันเสียทางธรรมชาติ โดยมีเอกลักษณ์อยู่ที่ไม่ผสมสารเติมแต่งนี่แหละ

ขอบคุณข้อมูลจาก www.matcha-jp.com

เมื่อพูดถึงร้าน Don Quijote หรือที่คนไทยเรียกันติดปากว่า “ดองกี้” หลายคนคงนึกถึงร้านค้า Tax free ที่ขายของถูกแสนถูก ไม่เพียงแต่คนญี่ปุ่นที่คุ้นเคยกับร้านนี้ แต่นี่ยังเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่ห้ามพลาดในการท่องเที่ยวญี่ปุ่นของชาวต่างชาติอีกด้วย หากคุณคิดว่ารู้จักดองกิดีแล้ว ช้าก่อนค่ะ!! ยังมีอีกหลายความลับของร้านนี้ที่คุณยังไม่เคยรู้แน่นอน วันนี้เราเลยเลือกเอาความลับของดองกิที่จะช่วยทำให้คุณช็อปปิ้งได้สนุกขึ้น และคุ้มค่ากว่าที่เคย

เมื่อเข้าไปในร้านดองกี้จะเห็นว่าสินค้าแต่ละชนิดจะวางชิดติดกันจนแทบจะไม่มีช่องว่าง แถมทางเดินในร้านยังแคบจนแทบจะเดินสวนกันไม่ได้ หลายคนอาจรู้สึกว่าการหาสินค้าที่หมายตาไว้เป็นเรื่องยากที่ร้านดองกี้ บางครั้งถึงกับหลงทางอยู่ในร้านเลยก็มี แต่นั่นไม่ใช่ความผิดพลาดนะคะ มันคือความตั้งใจของทางร้านที่วางแผนการจัดวางสินค้ามาเป็นอย่างดี การจัดวางสินค้าแบบนี้สามารถเรียกได้ว่าการจัดวางสินค้าแบบบีบอัด เป็นการจัดวางที่ทำให้รู้สึกว่าเราจะต้องค้นหาสินค้าที่เราต้องการราวกับเป็นการตามหาสมบัติ ซึ่งในระหว่างการตามหาสายตาของเราก็จะถูกดึงดูดด้วยสินค้าชนิดอื่นๆนั่นเอง ทำให้หลายต่อหลายครั้งเราเลยได้ของที่ไม่ได้ตั้งใจจะซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านมาด้วยซะงั้น1. วิธีจัดวางสินค้าแบบที่คำนวณมาเป็นอย่างดี

2. มาสค็อตของร้านเกิดจากรูปวาดของพนักงาน

Don Pen มาสค็อตรูปเพนกวินที่เป็นสัญลักษณ์ประจำร้านดองกี้ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีนั้น ไม่ได้ถูกครีเอทจากศิลปิน หรือดีไซเนอร์ชื่อดังที่ไหน แต่เป็นพนักงานของทางร้านน่ะแหละที่เป็นคนวาด ในอดีตเจ้า Don Pen เป็นแค่รูปวาดด้วยมืออยู่บนป้ายโปรโมทสินค้าภายในร้าน แต่เนื่องจากได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี และถูกนำมาใช้กับป้ายโปรโมทบ่อยขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ได้กลายเป็นมาสค็อตอย่างเป็นทางการของทางร้าน

3. เพลงประจำร้านก็ร้องโดยพนักงานร้าน

เมื่อเข้าไปในร้านดองกี้ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ เสียงเพลงประจำร้านที่ดังอยู่ตลอดเวลาอันเป็นเอกลักษณ์ เนื้อเพลงที่ร้องว่า “ดอง ดอง ดอง ดองกี้~” เป็นเมโลดี้ที่พอได้ฟังสักครั้งก็แทบจะเอาออกจากหัวไม่ได้ อันที่จริงแล้วเพลงอันเป็นสัญลักษณ์ของร้านถูกแต่งขึ้นโดยพนักงานของบริษัทที่ชื่อว่า “Tanaka Maimi” ที่ในอดีตเคยเป็นนักดนตรีมาก่อน จนกลายเป็นเพลงฮิตที่ใครๆก็จำได้ ที่สำคัญคุณ Tanaka ก็ไม่ได้เป็นพนักงานไก่กาแล้วนะจ๊ะ ตอนนี้เป็นถึง GM แล้วค่ะ

4. เพลงประจำร้านมีเวอร์ชั่นภาษาต่างประเทศด้วย

เพลงประจำร้านดองกี้ที่มีชื่อว่า “Miracle Shopping” ไม่ได้มีแค่ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้นนะ แต่ยังมีเวอร์ชั่นภาษาต่างประเทศด้วย ตอนนี้ที่รู้ๆก็มีเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ, ภาษาเกาหลี และภาษาจีน โดยเพลงเวอร์ชั่นภาษาต่างประเทศจะถูกเปิดในร้านสาขาที่มีลูกค้าชาวต่างชาติมาใช้บริการมาก

5. เพลงประจำร้านมีเวอร์ชั่นที่แฟนๆช่วยแต่งเนื้อร้อง

เพลง “Miracle Shopping” ของร้านดองกี้ มีเวอร์ชั่นที่แฟนๆช่วยกันแต่งและดัดแปลงเนื้อร้องให้ด้วยละ ใครอยากรู้ลองไปหาดูกันตามอินเตอร์เน็ตได้เลยนะคะ

6. อีกนิดเดียวจะมีสาขาครบ 47 จังหวัดแล้ว

ร้าน Don Quijote มีสาขาอยู่ใน 45 จังหวัดของประเทศญี่ปุ่น ยกเว้นแค่ในจังหวัดโทคุชิมะ และโคจิเท่านั้น ขอเพียงแค่ดองกี้ขยายสาขาไปยัง 2 จังหวัดนี้ Don Quijote ก็จะมีสาขาอยู่ครบทั่วทุกจังหวัดของประเทศญี่ปุ่นแล้ววว

7. มี Don Quijote สาขาพิเศษสำหรับเซเลบริตี้ด้วย

ย่านชิโรคาเนะไดมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในฐานะเป็นย่านที่อยู่อาศัยสุดไฮโซของกรุงโตเกียว ที่นี่มีร้าน Don Quijote สาขาพิเศษเพื่อเหล่าเซเลบริตี้ในชื่อ “Platinum Don Quijote” ภายนอกร้านถูกออกแบบเป็นพิเศษโดยใช้โทนสีทองและสีเงิน แตกต่างจาก Don Quijote สาขาอื่นๆโดยสิ้นเชิง ถึงจะเป็นสาขาสำหรับเซเลบริตี้แต่ที่นี่ก็ไม่ได้มีแต่ของแบรนด์เนมขายเท่านั้นนะคะ มีสินค้าราคาถูกสุดๆวางจำหน่ายด้วยเหมือนกัน ยังสามารถสัมผัสบรรยากาศความเป็นดองกี้ได้

8. ชื่อร้านก่อนที่จะมาเป็น Don Quijote

Takao Yasuda ผู้ก่อตั้งร้าน Don Quijote เคยเปิดร้าน “ตลาดโจร” ในปี 1978 ที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นร้านค้าแรกก่อนที่จะกลายมาเป็น Don Quijote แบบในปัจจุบัน ซึ่งเป็นร้านแบบขายส่งในปริมาณมาก ว่าแต่ร้าน “ตลาดโจร” นี่มันเป็นร้านประเภทไหนกันแน่นะ ……

9. สามารถซื้อสินค้าด้วยเงินสกุลอื่นได้

ร้านดองกี้มีผู้ใช้บริการเป็นชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อย จึงทำให้ในปัจจุบันสามารถใช้เงินสกุลต่างประเทศซื้อสินค้าได้ โดยเงินสกุลหลักๆที่สามารถใช้ได้ก็คือ ดอลลาร์สหรัฐฯ, ยูโร, เงินหยวนของจีน, เงินวอนของเกาหลี, เงินบาทไทย, ฮ่องกงดอลลาร์ และไต้หวันดอลลาร์ ที่สำคัญทางร้านจะทอนเงินเป็นเงินเยนให้เราอีกด้วยนะ สะดวกมากๆเลยสำหรับคนที่ไม่อยากแลกเงินเพิ่ม หรือคนที่ไปเที่ยวต่างประเทศแล้วมีเงินสกุลอื่นๆเหลือและขี้เกียจแลกคืน ก็สามารถเอาไปซื้อของที่ดองกี้ได้

นี่ละค่ะคือ 9 ความลับของ Don Quijote ที่คุณอาจจะยังไม่เคยรู้ นอกจากความยิ่งใหญ่ในประเทศญี่ปุ่นแล้ว ตอนนี้ทางร้านยังมีแผนจะขยายสาขาไปยังประเทศจีน และเปิดร้านในรูปแบบใหม่ๆเพิ่มขึ้นด้วย สำหรับใครที่ไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นถ้าไม่อยากเสียเวลาไปตามหาของฝากหลายๆที่ ก็แค่แวะมาที่ร้าน Don Quijote รับรองว่าที่นี่มีสินค้าแทบทุกชนิดที่คุณต้องการ!!

ขอบคุณข้อมูล  livedoor, anngel.org