สายการบินราคาถูก … แต่ต้องแลกกับสุขภาพราคาแพง
อีกหนึ่งเหตุผลที่ควร… เปรียบเทียบความคุ้มค่าดูนะครับ

สิ่งที่ควรระวังในการบินกับสายการบินราคาประหยัด (low-cost airline)

ไม่กี่วันก่อนมีข่าวว่า สายการบินราคาประหยัดเจ้าหนึ่ง จะจัดเที่ยวบินไปกลับแบบเที่ยวเดียวหรือไดเรคท์ไฟลท์ จากกรุงเทพไปยุโรป ในราคาหลักพันเท่านั้นเอง สร้างความฮือฮาให้กับผู้บริโภคเป็นอย่างมาก แต่ผมอ่านแล้วกลับรู้สึกกลัวและเป็นห่วงมาก ถามว่ากลัวอะไร?

ก่อนจะเล่าให้ฟัง ขอบอกก่อนว่าผมเป็นหมอที่มีฐานะค่อนข้างยากจนคนนึง มีเงินเหลือพอแค่ซื้อตั๋วที่นั่งชั้นประหยัดเท่านั้นถ้าต้องนั่งเครื่องบิน รายได้ทุกวันนี้แค่พอประทังชีวิตไปวันๆ มีโอกาสได้นั่งเครื่องบินครั้งแรกในชีวิตเหมือนคนอื่นเค้า ก็แก่มากแล้ว ที่พอมาเล่าให้ฟังพวกคุณก็เอาไปหัวเราะขบขันกัน แต่สำหรับผม อยากบอกว่า การได้นั่งเครื่องบินครั้งนั้นมีความหมายมากนะครับ เพราะเป็นการทำความฝันตั้งแต่วัยเด็กให้เป็นจริง หลังจากการเดินทางครั้งนั้นสิ้นสุดลง ชีวิตผมจำเป็นต้องเดินทางด้วยเครื่องบินอีกมากมายมหาศาลและแต่ละไฟลท์ต้องบอกว่าไกลที่สุดในโลกแทบทั้งนั้น ผมถึงเข้าใจความรู้สึกของการที่ต้องนั่งที่แคบๆในชั้นประหยัดในระยะทางไกลๆเป็นอย่างดี มันเป็นนรกบนดินประเภทนึง

การที่สายการบิน low-cost เค้าขายตั๋วให้เราในราคาถูกได้ขนาดนี้ เพราะเค้าตัดต้นทุนที่ไม่จำเป็นออกไป ไม่เว้นแม้แต่การแบ่งที่นั่งในเครื่องบินที่เค้าซื้อมา ยกตัวอย่างเครื่องบิน Airbus A330 ที่จะใช้บินไปกลับยุโรปแบบเที่ยวเดียว ก็อาจจะแบ่งซอยที่นั่งออกเป็น 9 ที่ ในระบบ 3-3-3 แทนที่จะเป็น 8 ในระบบ 2-4-2 ในสายการบินแบบปกติ ทำให้ที่นั่งแคบลงกว่าปกติมากพอสมควร จาก 17 – 18 นิ้วก็จะลดลงมาเหลือแค่ 16 นิ้ว ความกว้างของที่นั่งนั้นวัดจากที่พักแขนฝั่งนึงไปอีกฝั่งนึง เราเรียกว่า seat width จะมีอยู่อีกค่านึงที่คุณควรรู้ คือ ระยะจากที่นั่งข้างหลังไปถึงข้างหน้า เราเรียกว่า seat pitch ระยะนี้หักลบกับความหนาของเบาะที่นั่งจะเป็นตัวกำหนด leg room ของผู้โดยสาร 

ทั้ง width และ pitch จะมีผลต่อการขยับของผู้โดยสารตลอดการเดินทาง หรือ restriction ความสบายไม่ใช่ประเด็น สิ่งที่ผมเป็นห่วงคือ การเกิดลิ่มเลือดที่หลอดเลือดดำของขา หากนั่งแช่ขาโดยไม่ขยับเป็นเวลาหลายชั่วโมง (ในภาษาแพทย์เรียกว่า DVT) ที่อันตรายคือลิ่มเลือดเหล่านี้อาจเคลื่อนที่เข้ามาในห้องหัวใจข้างขวาและถูกบีบให้ปลิวไปอุดตันที่หลอดเลือดปอด เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ทุกครั้งที่คุณนั่งเครื่องบินมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะเหล่านี้เสมอ แต่มากหรือน้อยต่างกัน ขึ้นกับ 3 ปัจจัย

อายุโรคร่วมและบริบทต่างๆของคุณเอง x restriction x ระยะเวลาบิน

น่าเสียดายที่ทุกวันนี้ไม่มีกฏบังคับอะไรออกมาชัดเจนว่า long-haul flight ต้องมีขนาดที่นั้ง (width, pitch) อย่างน้อยเท่าไหร่ ดังนั้นถ้าวันนึงมีโอกาสนั่งเที่ยวบินรอบเดียวจากกรุงเทพไปยุโรปกับสายการบินราคาประหยัด และมีที่นั่งขนาดเล็กมาก ให้พยายามขยับขาหรือลุกออกมาเดินบ่อยๆ เลือกเป็นที่นั่งติดทางเดินหรือ aisle seat ไว้จะดีกว่า กินน้ำเยอะๆ และ ถ้าหากมีอาการหายใจหอบเหนื่อย ให้ไปพบแพทย์ทันทีที่เครื่องลงจอด

ที่เขียนเพราะเป็นห่วงนะครับ 🙂

==========================================

Cr. บทความจาก Facebook Fanpage : 1412 Cardiology

ย่นเวลาการรอ!! มาใช้ดีสนีย์ฟาสท์พาส เพื่อให้ได้สนุกกับเครื่องเล่นได้มากที่สุดกันเถอะ

โตเกียวดิสนีย์รีสอร์ท ธีมปาร์คยอดนิยมที่การเดินทางทางแสนสะดวก จากสถานีโตเกียวใช้เวลาเพียง 15 นาที

วันแล้ววันเล่าที่ผู้คนแวะเวียนมา  ในวันหยุดนั้นด้วยความแออัดของผู้คน เวลาที่ต้องรอคิวเล่นเครื่องเล่นนั้นนานกว่า 120นาทีเลยทีเดียวในเวลาแบบนี้ที่อยากจะให้ทุกคนได้ลองใช้กันให้ได้คือ「ดิสนีย์・ฟาสท์พาส®

ในวันนี้จะมาแนะนำวิธีประยุกต์ใช้「บัตรฟาสท์พาส」(ด้านล่างต่อจากนี้จะเรียกว่า ฟาสท์พาส)เพื่อจะได้สนุกเพลิดเพลินได้คุ้มค่ากับ โตเกียวดิสนีย์แลนด์และโตเกียวดิสนีย์ซีค่ะ

 

++ ฟาสท์พาส คือ ?

ฟาสท์พาส คือ ในวันจริงนั้น สามารถจองบัตรฟาสท์พาสฟรีได้ที่ตู้หน้าเครื่องเล่นภายในสวนสนุก เพียงแค่มีสิ่งนี้เท่านั้น ก็สามารถนั่งเครื่องเล่นได้ด้วยการรอต่อคิวเพียงนิดเดียวค่ะ

หากมีฟาสท์พาสแล้ว ที่ตั๋วจะถูกเขียนช่วงเวลาที่สามารถเข้าเล่นเครื่องเล่นได้  (ตัวอย่างเช่น :12:25〜13:35)、ไม่จำเป็นต้องต่อคิวนานๆก็สามารถเข้าเล่นเครื่องเล่นได้ นอกจากนี้  ฟาสท์พาสนั้นสามารถออกบัตรได้ครั้งละ 1 ใบ เท่านั้น

ไม่สามารถออกครั้งละหลายๆใบได้ ให้ระวังตรงนี้ด้วยค่ะ มาใช้ฟาสท์พาสกันให้เก่งแล้วมาเล่นเครื่องเล่นกัน!

 

++ 3 ขั้นตอนการใช้ฟาร์ทพาส

เริ่มแรกเลย ให้เช็คเวลารอคิวกับเวลาที่จะใช้ฟาสท์พาสที่ บอร์ดเวลาที่อยู่ใกล้ๆกับเครื่องเล่น หลังจากนั้นให้ไปที่ตู้เครื่องเล่นที่เป็นเป้าหมายแล้วออกตั๋ว  ขั้นตอนนั้นจะอธิบายต่อจากนี้ค่ะ

 

1.นำQRโค้ดของตั๋วให้เครื่องออกตั๋วฟาสท์พาสอ่าน

อย่างแรกคือ หาเครื่องออกตั๋ว ที่อยู่ใกล้ๆกับเครื่องเล่นให้เจอค่ะ  ต่อจากนั้น ให้นำ QRโค้ด ของตั๋วสวนสนุกหันหน้าขึ้นด้านบนแล้วใส่ลงไปค่ะ

2.หลังจากอ่านเสร็จแล้วก็จะมีตั๋วออกมา

ดีไซน์ของเครื่องออกตั๋วนั้นแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกัน  แต่การใช้เครื่องมือจะเหมือนกัน คือ หลอดไฟสีเขียวและช่องอ่าน QRโค้ด

หากหลอดไฟสีเขียวติดแล้ว ให้ดึงตั๋วสวนสนุกออกมา  กรณีที่อยากจะใช้ฟาสท์พาสในเวลาเดียวกันทั้ง 2 คน ก็ให้ทำซ้ำอีกรอบค่ะ

3.การหยิบฟาสท์พาสออกจากช่องออกตั๋ว

จะมองเห็นฟาสท์พาสจะออกมาจากช่องออกตั๋วให้ดึงออกมาเลยค่ะ อย่าลืมตรวจสอบให้ครบตามจำนวนคนด้วยนะคะ

 

++ ข้อควรระวังในการใช้ฟาสท์พาส

ตัวหนังสือใหญ่ที่ถูกเขียนไว้ตรงกลางตั๋วนั่น คือ เวลาที่สามารถใช้ฟาสท์พาสได้  หลังจากที่ได้ตั๋วฟาสท์พาสแล้ว หลังจากนั้นจะไปต่อแถวเล่นเครื่องเล่นอย่างอื่นก็ได้ค่ะ แต่หากแถวที่ต่อนั้นคิวยาวมากและกลับมาไม่ทันในเวลาที่กำหนดไว้ จะถือว่าฟาสท์พาสใบนั้นเป็นโมฆะไปค่ะ ให้ระวังตรงกันด้วยนะคะ

 

ส่วนเวลาที่เขียนไว้ด้านล่างของเวลาที่สามารถใช้ฟาสทพาสได้ คือเวลา ที่จะสามารถรับฟาสท์พาสอันใหม่ได้ค่ะ ดังนั้นในช่วงเวลานั้นจะไม่สามารถออกฟาสท์พาสอันใหม่ได้ ดังนั้นต้องวางแผนเครื่องเล่นที่ตัวเองอยากจะนั่งให้ดีค่ะ

 

++ สรุปเครื่องเล่นที่สามารถใช้ฟาสท์พาสได้

  • โตเกียวดิสนีย์แลนด์

・บิ้ก ทันเดอร์ เม้าท์เท้น(Big Thunder Mountain)
・สแปรช เม้าท์เท้น(Splash Mountain)
・ภูซัง โนะ ฮันนี่ฮันท์(Pooh’s Hunnny Hunt)
・ฮอนเต็ด แมนชั่น(Haunted Mansion)
・สตาร์ทัวร์ :ดิ แอดแวนเจอร์ คอนทินิว(Star Tours: The Adventures Continue)
・สเปซ เม้าท์เท้น(Space Mountain)
・บัซ・ไลท์เยียร์ แอสโตร์ บราสเตอร์ส(Buzz Lightyear’s Astro Blasters)
・มอนสเตอร์ อิ้งค์ ไลด์& โก ซีค!”(Monsters, Inc. Ride & Go Seek!)

  • โตเกียวดิสนีย์ซี

・ทาวเวอร์ ออฟ เทเลอร์(Tower of Terror)
・ทอบ สตอร์รี่ มาเนีย(Toy Story Mania!)
・อินเดียน่า โจนส์ ®・แอดแวนเจอร์:เทอเพ่อร์ ออฟ เดอะ คริสตอล สกูล(Indiana Jones® Adventure: Temple of the Crystal Skull)
・เรกินส์ สปิริตส์(Raging Spirits)
・เดอะ เมจิคส์ แลมป์ เทียร์เตอร์(The Magic Lamp Theater)
・เมอร์เมด ลากูน เทียร์เตอร์(Mermaid Lagoon Theater)
・20,000 ลีก อันเดอร์ เดอะ ซี(20,000 Leagues Under the Sea)
・จอนนี่ ทู เดอะ เซนเตอร์ ออฟ ดิ เอริท (Journey to the Center of the Earth)

 

++ การออกตั๋วฟาสท์พาสสิ่งที่ต้องพึงระวัง

1.ยังไงก็ตามรีบออกตั๋วฟาสท์พาสกัน

ไม่เพียงแค่จจะได้เล่นเครื่องเล่นไวเท่านั้น แต่ยังจะทำให้เวลาในการออกบัตรฟาสท์พาสครั้งต่อไปไวตามมาด้วย ดังนั้นตอนเช้าหลังจากที่เข้ามาในสวนสนุกทันที แทนที่จะ รีบไปเล่นเครื่องเล่น แต่ให้รีบไปออกบัตรฟาสท์พาส วิธีนี้จะทำให้สามารถออกบัตรฟาสท์พาสได้เยอะเลยค่ะ

2.เครื่องเล่นที่ใช้เวลาต่อแถวไม่นาน ไม่ต้องออกตั๋วฟาสท์พาส

ฟาสท์พาสที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น คือหากออกบัตรไปแล้วหนึ่งครั้ง จะไม่สามารถออกบัตรได้อีกในเวลาที่กำหนดไว้ ดังนั้นต้องคำนึงถึงเวลาในการรอด้วยค่ะ ควรจะเลือกเล่นเครื่องเล่นที่ใช้เวลาในการต่อแถวไม่นานจะดีกว่า แล้วออกฟาสท์พาสกับเครื่องเล่นที่มีคิวรอนานจะดีกว่าค่ะ

มาใช้เวลาสบายๆ สนุกเพลิดเพลินกันที่โตเกียวดิสนีย์รีสอร์ท ด้วยบัตรฟาสท์พาสกัน!

=========================================================================

Cr. Matcha

จังหวัดนากาโนะ เป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงในเรื่องลานสกีและออนเซ็น

จังหวัดนากาโนะที่มีธรรมชาติที่สวยงามอย่างกว้างขวาง ทั้ง Jigokudani Monkey Park ที่จะมีลิงมาแช่ออนเซ็น, ปราสาทมัตสึโมโต้สีดำน่าค้นหา และสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอื่น ๆ อีกมามาย ในบทความนี้ เราจะแนะนำวิธีการเดินทางจากโตเกียวไปยังนากาโนะกันค่ะ

บทความของเราวันนี้ จะแนะนำวิธีการเดินทางจากโตเกียวไปยังนากาโนะ โดยใช้ข้อมูลอัพเดทล่าสุดในเดือนมิถุนายน ปีค.ศ.2016 กันค่ะ

 

++เร็วที่สุดต้อง Hokuriku Shinkansen

ถ้าขึ้นโฮคุริคุชินคันเซ็น (Hokuriku Shinkansen)จากสถานีโตเกียว จะไปถึงสถานีนากาโนะ (Nagano Station)ได้เร็วที่สุด

โฮคุริคุชินคันเซ็น เป็นเส้นทางที่เพิ่งเปิดในปีค.ศ.2015 และเป็นรถไฟชินคันเซ็นที่วิ่งจากสถานีคานาซาว่า (Kanazawa Station) กับสถานีโตเกียว ซึ่งจังหวัดนากาโนะก็เป็นทางผ่านของเส้นทางนี้ด้วย เพราะมีชินคันเซ็นสายนี้เกิดขึ้นใหม่ ทำให้การเดินทางสามารถทำได้รวดเร็วและง่าดายกว่าแต่ก่อน

โฮคุริคุชินคันเซ็นที่นั่งจากโตเกียวไปนากาโนะ มีด้วยกัน 3 ชนิด ได้แก่「คากายาคิ (Kagayaki)」「ฮาคุทากะ (Hakutaka)」และ「อาซามะ (Asama)」ชนิดที่รวดเร็วที่สุด ก็คือ「คากายาคิ 」ซึ่งจะใช้เวลาแค่79 นาที ก็จะถึงสถานีนากาโนะค่ะ

แถมยังมีที่นั่งแบบแกรน คลาส (Gran Class) ที่มีการตกแต่งภายในให้เหมือนกับระดับเฟิร์สคลาสในเครื่องบินเลยค่ะ ถ้าได้ลองนั่งดูสักครั้งจะรู้เลยว่าน่าตื่นเต้นดีเหมือนกันนะคะ ตั๋วแบบไม่ระบุที่นั่ง 7,680 เยน、แบบระบุที่นั่ง8,200 เยนค่ะ

++นั่งชมวิวสบาย ๆ ต้อง Super Azusa

Photo by t-mizo

ก่อนที่โฮคุริคุชินคันเซ็นจะเปิดบริการ การเดินทางจากโตเกียวไปนากาโนะที่รวดเร็วที่สุดก็คือ 「ซุปเปอร์อะซึสะ (Super Azusa)」บางคนอาจจะคิดว่าขึ้นโฮคุริคุชินคันเซ็นไปดีกว่า เร็วดี แต่จริง ๆ แล้วซุปเปอร์อะซึสะก็มีดีตรงที่ได้ชมวิวสวย ๆ แบบที่จะไม่ได้เห็นจากชินคันเซ็นด้วยค่ะ

「ซุปเปอร์อะซึสะ」จะเดินทางไปที่จังหวัดนากาโนะโดยผ่านจังหวัดยามานาชิ ทำให้จะวิ่งผ่านด้านข้างของภูเขาไฟฟูจิด้วย ทำให้สามารถถ่ายรูปสวย ๆ ของภูเขาไฟฟูจิจากในตัวรถไฟได้ด้วยค่ะ และเส้นทางของซุปเปอร์อะซึสะยังวิ่งผ่านภูเขาต่าง ๆ มากมาย ทำให้ได้ชมธรรมชาติที่สวยงามของญี่ปุ่นแบบหาไม่ได้จากการนั่งโฮคุริคุชินคันเซ็นด้วยนะคะ สถานีปลายทางจะไม่ใช่สถานีนากาโนะ แต่จะเป็น สถานีมัตสึโมโต้ (Matsumoto Station) ในกรณีที่จะไปชมปราสาทมัตสึโมโต้ก่อนก็จะสะดวกดีมาก ๆ เลยค่ะ

ราคา6,380 เยน และใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 50 นาที ในกรณีที่จะนั่งรถไฟจากสถานีมัตสึโมโต้ไปที่สถานีนากาโนะ ให้ขึ้นรถไฟสาย Shinonoi Line ไปค่ะ จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที ค่ารถไฟราคา 1,140 เยนราคาโดยรวมแล้วจะถูกกว่าเดินทางโดยโฮคุริคุชินคันเซ็นเล็กน้อยค่ะ

 

++อยากประหยัดงบต้อง Kousoku Bus(รถบัสด่วนพิเศษ)

Kousoku Bus จะเป็นรถบัสที่ออกเดินทางจากประตูทิศใต้ของสถานีชินจูกุไปที่สถานีนากาโนะ ข้อดีที่สุดของวิธีการเดินทางโดยรถบัสก็คือราคาถูกที่สุด ราคาที่ถูกที่สุดประมาณ 1,000 เยนเลยทีเดียว และแบบแพงที่สุดก็ 5,000 เยน ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 40 นาที ถ้าออกเดินทางแต่เช้าก็จะถึงนากาโนะในช่วงกลางวันพอดีเลยค่ะ

 

++อยากแวะเที่ยวระหว่างทางด้วยต้อง รถเช่า

รถเช่าก็เป็นอีกวิธีที่เราแนะนำ ถ้าระยะทางจากโตเกียว – นากาโนะ และยังไม่ต้องเสียค่าน้ำมันมากจนเกินไป

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าออกเดินทางจากสถานีชินจูกุ ถ้าขับขึ้นทางด่วน ก็จะถึงสถานีนากาโนะโดยใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 20 นาที ค่าทางด่วนประมาณ 5〜6,000 เยน ถ้ารวมค่าน้ำมันด้วยก็จะราคาประมาณ 8,000 เยนต่อการเดินทางแต่ละขา

ถ้าเดินทางทั้งหมด 4 คน หารแล้วจะเหลือประมาณคนละ 2,000 เยนเท่านั้น ซึ่งนับว่าถูกมากเลยค่ะ แถมยังดีตรงที่ได้แวะเที่ยวตามที่ต่าง ๆ ระหว่างทางด้วยนะคะ

จบแล้วค่ะ วิธีการเดินทางไปนากาโนะ 4 วิธีที่เราแนะนำไป ถ้าคำนึงถึงเวลาก็อาจจะดีที่สุดที่จะนั่งโฮคุริคุชินคันเซ็นไปค่ะ

แต่ก็อาจจะแตกต่างกันแล้วแต่ไลฟ์สไตล์ของเพื่อน ๆ ว่าแผนการเดินทางเป็นยังไง ลองใช้ข้อมูลของเราอ้างอิงเพื่อหาวิธีการเดินทางที่เหมาะกับเพื่อน ๆ ดูนะคะ

=============================================================================

Cr. Matcha

ทริป เที่ยวฟูจิ คราวนี้ไม่มีหลง เพราะเรารวบรวมวิธีการเดินทางจากกรุงโตเกียวไปยังริมทะเลสาปคาวากูจิโกะ (Kawaguchiko) เพื่อชมทิวทัศน์สวย ๆ ของภูเขาไฟฟูจิเอาไว้ให้แล้วในทางหนทางที่ประหยัดสุด ๆ

ภูเขาไฟฟูจิ (Mt. Fuji) ตั้งอยู่บริเวณจังหวัดชิสุโอกะ (Shizuoka) และจังหวัดยามานาชิ (Yamanashi) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวติดอันดับท็อปฮิตที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมักจะไปเยือนมากที่สุดเนื่องจากภูเขาไฟฟูจินั้นเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ที่งดงามของประเทศที่ชาวญี่ปุ่นผูกพัน ทั้งยังเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศอีกด้วย โดยภูเขาไฟฟูจินั้นมีความสูงถึง 3,776 เมตรเลยทีเดียว

นอกจากความสูงแล้วภูเขาไฟลูกนี้ยังมีความงดงามในด้านของรูปทรงที่สมมาตรกันทุกด้าน ไม่ว่ามองมุมไหนก็ไม่บิดเบี้ยว ทั้งยังมีความงามของยอดเขาที่มีหิมะปกคลุมเป็นสีขาวโพลนเกือบตลอดทั้งปี กลายเป็นทิวทัศน์สุดงดงามที่มีความน่าสนใจ ทำให้ใคร ๆ ก็อยากมาเยือนประเทศญี่ปุ่นเพื่อได้เห็นความสวยงามของภูเขาไฟฟูจิสักครั้ง

ความจริงแล้วรอบ ๆ ภูเขาไฟฟูจินั้นมีทะเลสาบล้อมรอบอยู่มากถึง 5 แห่งได้แก่ ยามานากะโกะ (Yamanakako), ไซโกะ (Saiko), โชจิโกะ (Shojiko), โมโตซุโกะ(Motosuko), และ คาวากูจิโกะ (Kawaguchigo) แต่ในบรรดาทะเลสาบทั้ง 5 นี้ คาวากูจิโกะถือเป็นสถานที่ชมภูเขาไฟฟูจิยอดนิยมที่สวยงามและเดินทางจากกรุงโตเกียวได้สะดวกที่สุดแห่งหนึ่ง

วิธีการเดินทางไปเยือนภูเขาไฟฟูจิ

++ รถบัส เป็นหนทางที่ประหยัดและง่ายสำหรับคนที่ไม่ชินทางอย่างชาวต่างชาติแบบเรา ๆ

แต่อาจใช้เวลาในการเดินทางเยอะกว่าการขึ้นรถไฟและควบคุมเวลาไม่ได้หากการจราจรในบริเวณนั้นหนาแน่น

 (Cr: mtfuji-jp.com)

รถบัสที่ว่านี้มีชื่อว่า Highway Bus โดยเราสามารถขึ้นจากสถานีชินจุกุ (Shinjuku) ไปลงที่สถานีปลายทางคาวากูจิโกะได้เลย การนั่งรถบัสจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาที (ในช่วงเวลาที่รถไม่ติด หากเป็นช่วงซากุระบานหรือใบไม้เปลี่ยนสีการจราจรจะติดขัด)

อัตราค่าโดยสารสำหรับผู้ใหญ่ราคาคนละ 1,750 เยน เด็ก 880 เยน (เที่ยวเดียว) ควรจองก่อนเดินทาง 1 วัน สามารถจองออนไลน์และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ จองรถ Tokyo Shinjuku Expressway Bus Terminal

Shinjuku Expressway Bus Terminal

ที่อยู่ 1F, 1 Chome-10 Nishishinjuku, Shinjuku-ku, Tōkyō-to 160-0023, Japan
วิธีเดินทาง นั่งรถไฟสาย Chou Line ลงที่สถานี Shinjuku เดินประมาณ 3 นาทีจะถึงป้ายรถบัส
ราคา ผู้ใหญ่คนละ 1,750 เยน เด็ก 880 เยน (เที่ยวเดียว)
โทรศัพท์ 03-5376-2222
Website Shinjuku Expressway Bus

++ รถไฟ เป็นการเดินทางที่สะดวก รวดเร็วและตรงเวลาที่สุด แต่จะไม่ได้แค่ต่อเดียวจบ 

เพราะการนั่งรถไฟไปคาวากูจิโกะนั้นจะมีการเปลี่ยนขบวนรถ ค่าใช้จ่ายจึงจะเยอะกว่าการเลือกนั่งรถบัสอยู่สักหน่อย

Cr. panoramio.com

 

โดยเริ่มจากการนั่งรถไฟสาย Azusa จากสถานี JR Shinjuku หรือ Kaiji ไปลงที่สถานี JR Otsuki ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง อัตราค่าโดยสารประมาณ 1,280 เยน *สามารถใช้ JR PASS ได้

การขึ้นรถไฟขบวนนี้มีตู้ 3 แบบ ซึ่งเราต้องเลือกขึ้นรถไฟให้ถูกตู้ด้วยโดยจะมีระบุที่ตั๋วรถไฟหรือที่ป้ายสถานี (ควรตรวจดูทุกครั้งก่อนขึ้น)

ตู้แบบที่ 1 สีเหลือง : สำหรับคนไม่ได้จองที่นั่ง
ตู้แบบที่ 2 สีแดง : สำหรับคนที่จองที่นั่ง
ตู้แบบที่ 3 สีเขียว : ที่นั่งแบบพิเศษ

จากนั้นเปลี่ยนไปนั่งรถไฟสาย Fujikyu Railway จากสถานี Otsuki ไปลงที่สถานี Kawaguchikoใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง อัตราค่าโดยสารสำหรับผู้ใหญ่ 1,110 เยน เด็ก 560 เยน (เป็นราคาโดยประมาณ) *ไม่สามารถใช้ JR PASS ได้ โดยสามารถซื้อตั๋วได้ที่สถานี Otsuki (บอกพนักงานว่าไปลงสถานี คาวากูจิโกะ )

เมื่อถึงสถานี Otsuki เราจะต้องต่อรถไฟไปลงสถานีปลายทาง Kawaguchiko (แต่รถไฟจะจอดค้างอยู่ที่สถานี Fujikyu Highland เพื่อหัวหัวกลับ ก็ไม่ต้องตกใจและอย่าเพิ่งลงนะ เพราะยังไม่ถึงจุดหมายของเรา ดูชื่อสถานีกันดี ๆ นะ) ซึ่งรถไฟสายนี้บางขบวนก็จะมีลวดลายน่ารัก ๆ ในธีมภูเขาไฟฟูจิให้เราได้นั่งด้วย

 Otsuki Station

ที่อยู่ 3641, Funatsu, Fujikawaguchiko-machi, Minamitsuru-gun, Yamanashi-ken 401-0301, Japan
วิธีเดินทาง นั่งรถไฟสาย Chou Line จากสถานี Shinjuku ไปลงที่สถานี Otsuki แล้วเปลี่ยนไปนั่งรถไฟสาย Fujikyu Railway ไปลงที่สถานี Kawaguchiko
ราคา ผู้ใหญ่คนละ 1,110 เยน เด็ก 560 เยน (เที่ยวเดียว)
Website Mt.Fuji Explorer

++ รถเช่า สะดวกเป็นส่วนตัว สามารถแวะเที่ยวระหว่างทางได้

ระยะเวลาขับรถจากโตเกียว ไปคาวากูจิโกะประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที ระยะทาง 112 กิโลเมตร ค่าทางด่วนประมาณ 3,300 เยน ถ้ารวมค่าน้ำม้นด้วยก็จะราคาประมาณ 4,300 เยน ต่อการเดินทางแต่ละขา ถ้าเดินทางทั้งหมด 4 คน หารแล้วจะเหลือประมาณคนละ 1,100 เยน (ราคายังไม่รวมค่าเช่ารถ) ซึ่งถือเป็นอีกหนี่งวิธีเดินทางที่น่าสนใจเช่นกัน

การไปชมภูเขาไฟฟูจิอันเป็นสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นนั้นไม่ยาก หากนักท่องเที่ยวอย่างเรามีการเตรียมพร้อมที่ดี ที่สำคัญคือเราจะต้องเลือกวิธีการเดินทางที่เหมาะกับตัวเอง จำจุดขึ้นรถบัสหรือจำสถานีรถไฟที่ต้องไปลงหรือเปลี่ยนให้ดีเท่านี้การไปภูเขาไฟฟูจิด้วยตัวเองแบบไม่ต้องง้อทัวร์ก็ไม่ใช่เรื่องยาก อ้ออย่าลืมเช็คพยากรณ์อากาศก่อนจะเดินทางไปด้วยนะ !

———————————————————————————————————————-

Cr. chillchilljapan.com

แนะนำการเตรียมตัวเที่ยวญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี จะต้องเตรียมตัวอย่างไร อากาศจะหนาวหรือร้อนแค่ไหน ที่ไหนจะได้ชมใบไม้เปลี่ยนสีได้อย่างสวยงาม มาเก็บข้อมูลกันก่อนได้เลยที่นี่

ฤดูกาลใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่น ใบไม้ก็จะเริ่มเปลี่ยนสีตั้งแต่ในช่วงกลางเดือนกันยายนไล่ไปจนถึงต้นเดือนธันวาคม ใครที่มีตั๋วเครื่องบินอยู่ในมือแล้วก็ต้องไม่พลาดที่จะไปหาแหล่งชมใบไม้เปลี่ยนสีสวย ๆ ของญี่ปุ่นกัน แต่จะต้องเตรียมตัวอย่างไร มีอะไรที่น่ารู้ก่อนไปเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีบ้าง ฤดูกาลนี้จะหนาวหรือร้อนมากแค่ไหน วันนี้เรามีคำแนะนำดี ๆ เกี่ยวกับการไปเที่ยวญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี พร้อมกับเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการชมใบไม้เปลี่ยนสีมาฝากกันค่ะ จะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง ไปดูกันเลย

1. เทศกาลชมใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่นจะมีในทุกปี โดยจะเริ่มตั้งแต่ประมาณเดือนกันยายน-ต้นเดือนธันวาคม
 
2. การเปลี่ยนสีของใบไม้ในช่วงนี้จะเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวไปเป็นสีเหลือง สีส้ม หรือสีแดง ก่อนที่จะร่วงจนหมดต้น
 
3. ใบไม้สีแดงในภาษาญี่ปุ่นจะเรียกว่า โคโย (Koyo) การชมใบไม้เปลี่ยนสีจึงเรียกว่าโคโยตามไปด้วย 
 
4. ไฮไลท์ของฤดูกาลนี้จะเป็นพืช 3 ชนิด ได้แก่ ต้นเมเปิล (Maple), ต้นแปะก๊วย (Gingko) และหญ้าโคเชีย (Kochia)

5. สำหรับการชมหญ้าโคเชีย (Kochia) เปลี่ยนสี สถานที่ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุดจะอยู่ที่ สวนริมทะเลฮิตาชิ ซีไซด์ ปาร์ค (Hitachi Seaside Park) โดยจะมีให้ชมในช่วงเดือนตุลาคม รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ hitachikaihin.jp

6. อากาศในช่วงฤดูใบไม้ร่วงจะกำลังเย็นสบาย ไม่ถึงกับหนาวมาก อุณหภูมิโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 8-20 องศาเซลเซียส ถ้าขึ้นไปทางฝั่งฮอกไกโดก็จะลมเย็นกว่าในเมืองใหญ่ ๆ อย่างโตเกียว, เกียวโต หรือโอซาก้า
 
7. การแต่งกายควรเตรียมเสื้อคลุมแขนยาว เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว เสื้อคอเต่า เสื้อคาร์ดิแกน ผ้าพันคอ ฯลฯ เพื่อป้องกันลมหนาวไปด้วย
 
8. การเปลี่ยนสีของใบไม้ในญี่ปุ่นจะเริ่มตั้งแต่ทางภาคเหนือ คือเกาะฮอกไกโด ไล่ไปจนถึงทางใต้ของประเทศ คือเกาะคิวซู

9. จุดแรกที่จะได้ชมปรากฏการณ์ใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่นจะอยู่ที่ฮอกไกโด ราว ๆ เดือนกันยายน ใบไม้ก็จะเริ่มเปลี่ยนสี สถานที่ที่มีชื่อเสียงมาก ๆ ในการชมความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสีบนเกาะฮอกไกโด ก็คือบริเวณเทือกเขา Asahidake และยังสามารถนั่งเรือกอนโดลาชมความสวยงามของใบไม้สีแดง ส้ม เหลืองแบบพาโนรามาได้ที่ Sapporo Kokusai Ski Resort

10. ในส่วนของเมืองใหญ่อย่างโตเกียว เทศกาลชมใบไม้เปลี่ยนสีจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ไปจนถึงกลางเดือนธันวาคม แต่ช่วงที่กำลังสวยงามจะอยู่ราว ๆ ปลายเดือนพฤศจิกายน

11. สถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามของโตเกียว อาทิ  ถนน Icho Namiki หรือ Ginkgo Avenue, Shinjuku Gyoen National Garden, Showa Memorial Park, Rikugien Garden, Koishikawa Korakuen Gardens, Yoyogi Park, Imperial Palace East Gardens เป็นต้น


12. ถ้าหากมีโอกาสไปเที่ยวโตเกียวในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน-ต้นเดือนธันวาคม ต้องไม่พลาดไปเดินเล่นแถว ๆ ถนน Icho Namiki บริเวณใกล้ ๆ กับสวนเมจิ (Meiji Jingu Gaien Park) ถนนเส้นนี้จะมีต้นแปะก๊วย (Gingko) มากกว่า 100 ต้นเรียงรายทั้งสองฟากฝั่งถนน เป็นสีเหลืองทองสะพรั่ง สวยงามราวกับดินแดนในฝันเลยทีเดียว
 
13. ภูมิภาคสุดท้ายที่จะสามารถชมความสวยงามของฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ญี่ปุ่นได้จะอยู่ที่เกาะคิวชู โดยมีเมืองฟุกุโอกะ (Fukuoka) เป็นเมืองหลักสำคัญ ที่นักท่องเที่ยวมักนิยมไปเที่ยวชม 

14. สถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ได้รับความนิยมทั่วทั้งญี่ปุ่น อาทิ อุทยานแห่งชาติไดเซ็ทสึซัน (Daisetsuzan National Park), ทะเลสาบโทวาดาโกะ (Towadako Lake), เมืองนิกโก (Nikko) สวนเมจิจิงงูไกเอ็ง (Meiji Jingu Gaien Park), ทะเลสาบคาวางุจิโกะ (Kawaguchi Lake), อะระชิยะมะ (Arashiyama) เป็นต้น
 
15. นอกจากการชมใบไม้เปลี่ยนสีตามสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมต่าง ๆ ในญี่ปุ่นแล้ว อีกหนึ่งช่องทางในการชมใบไม้เปลี่ยนสีและวิวทิวทัศน์อันสวยสะพรั่งของญี่ปุ่น ก็คือการนั่งรถไฟ ซึ่งตลอดทั้งสองข้างทางจะเต็มไปด้วยใบไม้หลากสีสัน พร้อมกับวิวของธรรมชาติและบ้านเรือนของญี่ปุ่น เป็นประสบการณ์ที่จะได้ชมใบไม้เปลี่ยนสีอย่างแตกต่างและประทับใจสุด ๆ

16. เส้นทางการนั่งรถไฟชมใบไม้เปลี่ยนสีที่มีชื่อเสียงเส้นทางหนึ่งของญี่ปุ่น ก็คือ Wide View Hida เป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองนาโกย่า (Nagoya) ไปยังเมืองโทยามะ (Toyama) โดยตลอดเส้นทางจะมีวิวทิวทัศน์ของป่าเขา และบ้านเรือนของชาวญี่ปุ่นในชนบทที่สวยงามมาก ๆ นั่งชมวิวเพลิน ๆ ไปพร้อมกับการกินข้าวกล่องสุดอร่อย บอกเลยว่าเป็นเส้นทางที่ฟินสุด ๆ ดูเส้นทางอื่น ๆ ได้ที่jprail.com
 
17. สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ jnto.or.th และติดตามการเคลื่อนไหวของเทศกาลใบไม้เปลี่ยนสีได้ที่เว็บไซต์ kouyou.nihon-kankou.or.jp
 
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อการเตรียมตัวไปเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ญี่ปุ่นได้อย่างประทับใจสุด ๆ ใครมีตั๋วเครื่องบินอยู่ในมือแล้ว ก็เตรียมตัวเดินทางกันได้เลย ส่วนถ้าใครยังไม่ได้วางแผนไว้ ต้องรีบนิดหนึ่งนะคะ เพราะฤดูกาลนี้จะมีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวญี่ปุ่นค่อนข้างหนาแน่น ทำให้ที่พักต่าง ๆ อาจจะหายากสักนิด รวมทั้งตั๋วเครื่องบินก็ถูกจองยาวเหยียด ยังไงเราก็เอาใจช่วยนะคะ สักครั้งหนึ่งในชีวิตต้องไปเที่ยวชมความสวยงามแบบนี้กันให้ได้ 🙂
 
          หมายเหตุ : การเปลี่ยนสีของใบไม้จะขึ้นอยู่กับสภาวะอากาศ เพราะฉะนั้นควรศึกษาข้อมูลก่อนเดินทางทุกครั้ง

—————————————————————————-

CR. kapook

เวลาเราไปต่างประเทศแล้วต้องเข้าไปทำธุระที่ห้องน้ำสาธารณะก็คงจะมีงง ๆ กันบ้างเพราะแต่ละประเทศก็มีวิธีการใช้งานที่ต่างกันไปใช่มั้ยครับ จะไปถามใครก็รู้สึกเขินจนไม่อยากถามใช่มั้ยครับ

ด้วยเหตุนี้เองทางเราจึงอยากแนะนำเกี่ยวกับวิธีการใช้ห้องน้ำสาธารณะในญี่ปุ่นซึ่งเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลกว่าเป็นห้องน้ำที่น่าเข้าที่สุดในโลกบ้างล่ะ เป็นห้องน้ำที่มีอุปกรณ์ครบครันบ้างล่ะนั่นเองครับ

+ สถานที่ที่มีห้องน้ำสาธารณะให้บริการ

ห้องน้ำสาธารณะจะมีอยู่ตามสวนสาธารณะ สถานีรถไฟ ห้างสรรพสินค้า และร้านอาหารครับ มีเยอะจนเรากล้ารับประกันว่าหาไม่ยากอย่างแน่นอน

หากคุณผู้อ่านอยากเข้าห้องน้ำให้ลองมองหาสัญลักษณ์ตามภาพข้างบน หรือถามเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า “โทอิเระ วะ โดโคะ เดสึก๊ะ” ซึ่งแปลว่า “ห้องน้ำอยู่ที่ไหนครับ/คะ?”

※คนญี่ปุ่นจะเรียกห้องน้ำด้วยคำว่า “toilet” ซึ่งเป็นคำทับศัพท์จากภาษาอังกฤษ

+ เข้าห้องน้ำที่ญี่ปุ่นไม่ต้องเสียเงิน

ห้องน้ำสาธารณะส่วนมากจะมีกระดาษทิชชูให้ใช้ฟรี ดังนั้นคุณผู้อ่านจึงไม่จำเป็นต้องเตรียมเศษเหรียญไปหยอดตู้ซื้อกระดาษทิชชูแต่อย่างใดครับ

+ ทำยังไงกับกระดาษทิชชูใช้แล้วดี?

คุณผู้อ่านสามารถทิ้งกระดาษทิชชูใช้แล้วลงในโถ และกดชักโครกลงไปได้เลยครับ แต่อย่าได้เข้าใจผิดว่าถังขยะในห้องน้ำมีไว้ให้ทิ้งทิชชูแบบในบ้านเรา เพราะนั่นเขามีไว้สำหรับให้ทิ้งผ้าอนามัยครับ ที่เป็นเช่นนี้เพราะกระดาษทิชชูสำหรับใช้ในห้องน้ำที่ญี่ปุ่นมีคุณสมบัติยุ่ยในน้ำง่าย และด้วยระบบท่อระบายน้ำที่ได้รับการจัดการดูแลอย่างดีทำให้สามารถชักโครกกระดาษทิชชูไปได้เลยครับ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะทิ้งอะไรลงไปก็ได้ตามใจชอบนะครับ หากมีของอย่างอื่นก็ให้นำไปทิ้งถังขยะตามปกติ

+ ห้องน้ำสาธารณะในญี่ปุ่น: หลากประเภท และวิธีการใช้งาน

ก่อนจะพูดถึงวิธีการใช้งานห้องน้ำ เราขอแนะนำถึงห้องน้ำประเภทต่าง ๆ ในญี่ปุ่นกันก่อนครับ โดยมีทั้งหมดด้วยกัน 3 ประเภท

  •  ประเภทแรก: ห้องน้ำแบบญี่ปุ่น

ห้องน้ำประเภทนี้นับวันยิ่งน้อยลงเรื่อย ๆ โดยห้องน้ำแบบนี้น่าจะเห็นได้ทั่วไปตามประเทศในแถบเอเชียครับ คุณผู้อ่านจะเจอห้องน้ำแบบนี้ได้ตามบริเวณจุดพักรถตามไฮเวย์

วิธีการใช้งานก็ไม่มีอะไร เพียงแค่ยืนหันหน้าเข้าแล้วนั่งยอง ๆ ครับ ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือทิศทางที่จะหันหน้าเข้า โดยให้ดูจากภาพด้านล่างครับ แล้วก็ห้ามไปนั่งบนส่วนที่ยื่นขึ้นมานะครับ เมื่อเสร็จธุระให้โยกคันโยกข้างหน้าเพื่อทำการชักโครกครับ

  • ประเภทที่สอง: ห้องน้ำแบบตะวันตก

อย่างที่ทุกคนคงรู้ดีครับ ห้องน้ำแบบตะวันตกก็คือห้องน้ำที่มีส้วมแบบนั่งลงไปลักษณะเหมือนนั่งเก้าอี้ครับ ก่อนอื่นให้เปิดฝาขึ้นมา จากนั้นนั่งลงบนโถส้วมแล้วจัดการทำธุระได้เลยครับ

ข้อระวังสำคัญมาก ๆ เลยคือห้ามนั่งยอง ๆ บนโถส้วมครับเนื่องจากอาจเกิดอุบัติเหตุได้

สำหรับท่านชายที่จะปัสสาวะก็ให้ยกที่รองนั่งขึ้นก่อนค่อยทำธุระครับ

ตอนจะชักโครกจะสังเกตเห็นคันโยกแบบในภาพข้างบน แต่บางที่ก็อาจจะเป็นปุ่มให้กด หรือบางที่เหนือกว่านั้นคือทำให้อัตโนมัติเลยก็มีครับ โดยตัวอักษร 2 ตัวที่เห็นนั้นจะมี “大” ซึ่งแปลว่า ใหญ่ และ “小” ซึ่งแปลว่า น้อย อยู่บนคันโยก โดยสามารถหมุนไปได้สองทางครับ หากหมุนไปทางตัวอักษรที่แปลว่า ใหญ่ จะเป็นการชักโครกด้วยน้ำปริมาณมากสำหรับใช้หลังจากทำธุระหนัก ส่วนอีกแบบคือชักโครกด้วยน้ำที่น้อยลงเพื่อเป็นการประหยัดน้ำสำหรับคนที่ใช้ห้องน้ำทำธุระเบาครับผม

ภาพโดย Debs (ò‿ó)♪

หากคุณผู้อ่านเจอแผงควบคุมแบบในภาพข้างบนให้กดปุ่มในบริเวณที่วงสีแดงเพื่อชักโครก
แต่หากห้องน้ำมีปุ่มแค่ปุ่มเดียวก็ให้กดปุ่มนั้นครับ แต่หากห้องน้ำไหนไฮเทคหน่อยก็จะติดเซนเซอร์ วิธีใช้ก็เพียงเอามือไปใกล้ ๆ ครับ

แต่ถ้าหากหาอย่างที่ว่ามาไม่เจอเลย คันชักโครกอาจจะอยู่ข้างหน้าหรือข้าง ๆ ของคุณผู้อ่านครับ ตัวปุ่มหรือเซนเซอร์อาจจะอยู่บนฝาผนังข้างซ้ายหรือข้างขวาก็ได้

แผงควบคุมสำหรับกดปุ่มสำหรับชักโครก

  • ประเภทที่สาม: โถปัสสาวะ (สำหรับผู้ชายเท่านั้น)

ภาพโดย mooljot

ห้องน้ำแบบนี้ไม่ว่าที่ไหนก็คงมีใช้กันทั่วไปใช่มั้ยครับ บางที่ก็มีปุ่มหรือคันโยกให้ใช้ บางที่ก็มีเซนเซอร์คอยชะล้างให้อัตโนมัติเวลาที่เราผละไปจากโถครับ

+ สรุปประเด็นการใช้ห้องน้ำสาธารณะญี่ปุ่น

ก่อนปิดบทความไปทางเราขอสรุปวิธีการใช้งานห้องน้ำสาธารณะในญี่ปุ่นคร่าว ๆ ดังนี้ครับ
• ห้ามทิ้งกระดาษทิชชูใช้แล้วในถังขยะ แต่ให้ชักโครกลงไปด้วย (ส่วนผ้าอนามัยหรืออย่างอื่นให้ทิ้งใส่ถังขยะตามปกติ)
• กรุณาชักโครกหลังเสร็จธุระ (หากมองแล้วไม่รู้ว่าปุ่มไหนเป็นอะไร หากไม่มั่นใจว่าควรกดปุ่มไหนก็ให้กดปุ่มที่เขียนว่า ใหญ่ ไว้ก่อนครับ)
• ห้ามนั่งยอง ๆ บนโถส้วมแบบนั่งเด็ดขาด

ต่างประเทศก็ต่างขนบธรรมเนียม มารยาทการใช้ห้องน้ำก็เช่นกันครับ เหตุที่เขากล่าวกันว่าห้องน้ำสาธารณะในญี่ปุ่นสะอาดมากนั้นไม่ใช่เพราะว่าคนทำความสะอาดทำงานดีหรอกครับ แต่เป็นเพราะลักษณะนิสัยของคนญี่ปุ่นเองเสียมากกว่า เพราะต่างคิดถึงคนที่จะมาใช้ต่อจากตัวเองนั่นเองครับ

ห้องน้ำเป็นสิ่งหนึ่งที่เราขาดไม่ได้ในชีวิตแต่ละวัน ๆ ของเรา ดังนั้นมาเรียนรู้วิธีการใช้งานอย่างเหมาะสมกันดีกว่าครับ

——————————————————-

Cr. mcha-th.com

มาโอซาก้าทั้งทีเป็นใครก็อยากเที่ยวให้ทั่วเมือง จึงต้องหาตั๋วรถไฟที่มีราคาน่าคบ นั่นก็คือ Enjoy Eco Card One-Day Pass ที่สามารถนั่งรถไฟใต้ดินในโอซาก้าได้แบบไม่อั้นแถมราคาไม่แพง เป็นบัตรพาสที่สุดแสนคุ้มค่าเหมาะกับคนที่มีเวลาเที่ยวโอซาก้าในเวลา 1 วัน

Enjoy Eco Card One-Day Pass ประเภทนี้ขายในราคา ผู้ใหญ่ 800 เยน ส่วนเด็ก 300 เยน แต่จะลดราคาให้พิเศษหากซื้อในวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดราชการ โดยบัตรสำหรับผู้ใหญ่จะลดราคาเหลือเพียง 600 เยนเท่านั้น โดยเป็นบัตรที่สามารถขึ้น-ลงรถไฟใต้ดินเมืองโอซาก้า・ รถราง New Tram (Nankō Port Town Line)・รถบัสทุกสายได้แบบเหมาจ่าย 1 วัน ส่วนวิธีการซื้อไม่ต้องจองล่วงหน้า และไม่ต้องใช้พาสปอร์ตในการซื้อ หาซื้อได้ตามตู้ขายตั๋วทั่วไปที่สถานีรถไฟใต้ดินในเมืองโอซาก้า

วิธีการซื้อบัตร Enjoy Eco Card

ขั้นตอนที่ 1 ► ใส่เงินเข้าไป

ก่อนอื่นให้ใส่เงินเข้าไปในช่องสี่เหลี่ยมสีน้ำเงินตามภาพข้างต้นเลยค่ะ

 

ขั้นตอนที่ 2 ►กดปุ่มซื้อบัตร

หลังจากนั้น หน้าจอของตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติก็จะเปลี่ยนเป็นแบบนี้ ถึงตรงนี้ให้กดปุ่ม「カード購入 (ซื้อบัตร)」ทางขวามือในช่องสีเหลี่ยมสีน้ำเงิน แต่ถ้าเกิดกดปุ่มทางซ้ายจะกลายเป็นซื้อตั๋วทั่วไปแทน

 

ขั้นตอนที่ 3 ► เลือกว่าจะเอาบัตรวันธรรมดาหรือบัตรวันเสาร์-อาทิตย์

ราคาของ Enjoy Eco Card จะเปลี่ยนแปลงตามวันธรรมดาและวันเสาร์-อาทิตย์ ขั้นตอนนี้ให้ดูตรงกรอบสี่เหลี่ยมสีแดงในรูปภาพ ถ้าเกิดต้องการซื้อบัตรวันธรรมดาให้กดปุ่มซ้าย แต่ถ้าต้องการซื้อบัตรวันเสาร์-อาทิตย์ให้กดปุ่มทางขวาที่มีกรอบสี่เหลี่ยมสีดำ

 

ขั้นตอนที่ 4 ► ซื้อเสร็จเรียบร้อย!

แค่นี้ก็จบขั้นตอนการซื้อบัตรแล้วล่ะค่ะ ในตอนแรกจะไม่มีการระบุวันที่เอาไว้ แต่เมื่อใช้ผ่านช่องตรวจตั๋วเมื่อไหร่ก็จะถูกระบุวันที่ลงในบัตรทันที โดยบัตรนี้มีอายุการใช้งาน 1 วัน  **ตามภาพเป็นบัตรสำหรับวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์

ข้อควรระวัง! 

สำหรับโครงสร้างของเส้นทางรถไฟและสถานีมีดังต่อไปนี้

Chuo Line => การเดินทางไปถึง「Nagata Station」ไม่มีค่าเดินทางเพิ่มเติม แต่ในกรณีที่ลงระหว่าง「Aramoto Station」〜「Gakken Nara-Tomigaoka Station」จำเป็นต้องเสียค่าเดินทางเพิ่มเติมของ Kintetsu Keihanna Line

Midosuji Line => การเดินทางไปถึง「Esaka Station」ไม่มีค่าเดินทางเพิ่มเติม แต่ในกรณีที่ลงระหว่าง「Ryokuchi-kōen Station」〜「Senri-Chūō Station」จำเป็นต้องเสียค่าเดินทางเพิ่มเติมของ Kita-Osaka Kyuko Line

Sakaisuji Line => การเดินทางไปถึง「Tenjimbashisuji Rokuchōme Station」ไม่มีค่าเดินทางเพิ่มเติม แต่ในกรณีที่ลงระหว่าง「Kunijima Station」,「Awaji Station」〜「Kita-Senri Station」หรือระหว่าง「Awaji Station」〜「Kawaramachi Station」จำเป็นต้องเสียค่าเดินทางเพิ่มเติมของ Hankyu Line

ไม่ได้เพียงแค่ขึ้นพาหนะแบบบุฟเฟ่ต์เท่านั้น แต่ยังมีสิทธิพิเศษส่วนลดสุดคุ้ม 2 ต่อสำหรับผู้พกบัตร Eco Card ด้วย

สำหรับใครที่ไม่ค่อยได้ใช้บริการรถไฟใต้ดินเท่าไหร่ก็ขอแนะนำสิทธิพิเศษส่วนลดของ Eco Card เลยค่ะ เพียงแค่แสดงบัตร Eco Card ที่เคาน์เตอร์ก็สามารถเข้าสถานที่ท่องเที่ยวกว่า 30 แห่งภายในเมืองโอซาก้าได้ในราคาพิเศษแล้วล่ะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นปราสาทโอซาก้า, อุเมดะสกายบิวดิ้ง, หอคอยซือเท็งคาคุ และอื่นๆอีกมากมาย เช่น ปราสาทโอซาก้า ผู้ใหญ่ 600 เยน → 500 เยน (เด็กมัธยมต้นหรือต่ำกว่าเข้าชมฟรี)  สำหรับรายละเอียดเรื่องแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆที่ร่วมรายการสามารถเข้าไปเช็คได้จาก กรมขนส่งเมืองโอซาก้า

บัตร Enjoy Eco Card นับเป็นคู่หูในยามที่ต้องการเที่ยวโอซาก้าอย่างคุ้มค่า สำหรับใครที่มาเที่ยวโอซาก้าก็อย่าลืมลองใช้ดูนะคะ

——————————————————-

Cr. mcha-th.com

สำหรับใครที่กำลังมองหาที่เที่ยวที่โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติต้องมาที่นี่ให้ได้เลย ! Yume no tsuribashi สะพานสุดโรแมนติกที่ทอดยาวเขื่อนสีเขียวมรกต สะพานแห่งนี้มีตำนานที่เลื่องลือกันมาอย่างยาวนานว่าเป็นสะพานที่จะทำให้ความรักสมหวัง ! กล่าวได้ว่าเป็นสถานที่ที่ทรงพลังในเรื่องความรัก

Yume no tsuribashi สะพานที่ล่องลอยอยู่บนความฝัน ?

สะพานแห่งนี้ตั้งอยู่กลางหุบเขาสุมาตะเคียว (Sumatakyo) จังหวัดชิสุโอกะ (Shizuoka) มีความสูง 8 เมตร  ยาว 90 เมตร   สะพานแห่งนี้เป็น 1 ใน 100 ธรรมชาติที่หลงเหลืออยู่ของประเทศญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 21 หรือ เป็น 1 ใน สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ 100 แห่งในประเทศญี่ปุ่น ที่ได้รับการกล่าวขานถึงอยู่บ่อยครั้ง  น้ำทะเลที่นี่จะเป็นสีเขียวมรกตสวยใส ซึ่งน้ำสีเขียวมรกตที่งดงามถือเป็นเสน่ห์ของสะพานยูเมะสึริโนะบาชิแห่งนี้ เมื่อมองรอดผ่านสะพานลงไปก็จะเห็นน้ำสีเขียวมรกตตัดกับตัวสะพานไม้ ซึ่งเป็นภาพที่งดงามอย่างมาก ในคราวที่แสงอาทิตยืกระทบผิวน้ำก็จะเปล่งประกาย ราวกับว่าสะพานแห่งนี้กำลังล่องลอยอยู่บนความฝัน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อสะพานแห่งนี้นั่นเองค่ะ

ในการข้ามสะพานแต่ละครั้งนั้นจะสามารถข้ามได้เพียงครั้งละ 10 คน ฤดูท่องเที่ยวคือ ฤดูใบไม้ร่วง ทุกคนจะสามารถเพลิดเพลินไปกับใบไม้สีแดงที่ตัดกับน้ำสีเขียวมรกตที่สดใส เป็นภาพที่งดงามตระการตามากทีเดียว

จากจุดนี้จะสามารถมองเห็นทัศนียภาพที่สวยงามได้ เป็นจุดชมวิวที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงชมใบไม้แดงค่ะ

สะพานที่จะทำให้ความรักของคุณสมดังปราถนา !

ถึงแม้ว่าสะพานแห่งนี้จะไม่ได้มีจุดเด่นในเรื่องของความรักโดยตรง แต่ว่าชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นก็ได้เล่าถึงตำนานความรักที่เป็นที่เล่าขานต่อกันมาว่า หากใครที่ไปยืนอธิษฐานขอพรความรักตรงกลางสะพานแห่งนี้ ก็จะทำให้พรที่ขอนั้นสมดังปรารถนา ซึ่งเป็นที่มาของสถานที่ที่ทรงพลังในเรื่องของความรักที่ผู้คนต่างพูดถึงกันนั่นเองค่ะ

หากใครมีโอกาสได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นก็อย่าลืมลองแวะไปเยี่ยมชมสถานที่อันงดงามแห่งนี้นะคะ รับรองว่าจะไม่ผิดหวังในธรรมชาติอันมหัศจรรย์อย่างแน่นอนเลยล่ะ

ที่อยู่ : Japan, 〒428-0411 Shizuoka-ken, Haibara-gun, Kawanehon-chō, 川根本町千頭 寸又峡

โทร : +81 547-59-2746

———————————————————————-

Cr. anngle.org

ไม่ต้องแบกตู้เสื้อผ้าไป! ถ้ารู้ ‘เทคนิคเลือกเสื้อกันหนาว’ ให้เหมาะกับอุณหภูมิ

วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ  สำหรับวิธีการเตรียมตัวจัดกระเป๋ารับมือกับความหนาวได้ทุกระดับ และทุกรูปแบบมาฝากคุณๆ กัน รับประกันได้ว่า ไม่ต้องแบกตู้เสื้อผ้าไปแน่นอลลลลลล์ ก่อนอื่นเราต้องมาแบ่งการจัดกระเป๋าเป็น

1. ระดับหนาวเย็นกำลังสบาย (15-20 องศาเซลเซียส)

อากาศระดับประมาณนี้คุณสามารถนำเสื้อยืด กระโปรง หรือเดรสลำลองที่ใส่หน้าร้อนมาปรับใส่ได้ 

โดยอาจจะนุ่งเลกกิ้งส์ (leggings) ไว้ด้านในเพื่อเพิ่มความอบอุ่น

และสวมแจ็กแก็ตบางๆ หรือขนอ่อน หรือเสื้อกันหนาวรุ่นไม่หนามากและ

เป็นพวกเส้นใยฝ้ายหรือสังเคราะห์ทับไว้ด้านบน อุณหภูมิระดับนี้

ถือเป็นอุณหภูมิโดยเฉลี่ยของช่วงกลางวันฤดูหนาว ในจังหวัดทางเหนือของไทย

เสื้อผ้า

เสื้อยืดได้ทั้งแขนสั้น แขนยาว ผ้ายืดธรรมดา กางเกงยีนส์ เสื้อแจ็กแก็ต เสื้อคลุมคาดิแกน (cardigan) เสื้อกันหนาวแบบสวม (jumper) หรือสเวตเตอร์ (sweater)

รองเท้า

รองเท้าผ้าใบ รองเท้าบู้ทสั้นแบบครึ่งข้อ

เครื่องแต่งกายอื่นๆ

ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ถุงเท้าแบบธรรมดาไม่ต้องหนามาก หรือถุงน่องบางๆ

2. ระดับหนาวยะเยือก (1-15 องศาเซลเซียส)

หนาวระดับนี้ถือว่าหนาวมากสำหรับเมืองร้อนแบบบ้านเรา

เสื้อผ้า

ชั้นในชุดชั้นในแบบหนา เสื้อกล้ามหรือเสื้อเบาบางไว้ใส่ชั้นในเพิ่มความอบอุ่น

เสื้อกล้ามเส้นใยผ้าไหมบางๆ แต่อุ่นดีทีเดียว บางคนที่ชินกับอากาศหนาว

อาจไม่ต้องใส่ก็ได้ แต่ถ้าไม่คุ้นเคย ควรพกลองจอห์น (long john) ติดตัวไปด้วยเผื่อใส่ด้วยก็ได้

ชั้นกลางเสื้อปิดคอแขนยาว เสื้อแขนยาว เสื้อคลุม หรือเสื้อสเวตเตอร์รุ่นอย่างหนา

สำหรับอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศา ควรใส่เสื้อสเวตเตอร์ที่มีเส้นใยผสมขนสัตว์นิดหน่อย

และกางเกงยีนส์หนา ทั้งนี้ ถ้าไม่ได้ใส่ลองจอห์น อาจใส่เลกกิ้งส์เพิ่มอีกชั้น

หรือมีเลกวอร์มเมอร์ (ทีคลุมตั้งแต่ข้อเท้าจนถึงเข่า) ไปเผื่อ

ชั้นนอก เสื้อแจ็กเก็ตหรือเสื้อโค้ทแบบหนาที่มีฮู้ดไว้กันลม

โดยด้านนอกสุดของเสื้อควรเป็นเส้นใยแบบกันลม เพราะแม้อุณหภูมิไม่ต่ำมาก

แต่โดนลมพัดนาน ก็ทำให้หนาวมากได้ หากอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศา ด้านในควรเป็นขนเป็ด

รองเท้า

รองเท้าผ้าใบ รองเท้าบูทได้ทุกรุ่นตั้งแต่ครึ่งข้อ ครึ่งเข่าไปจนถึงบูทสูง

เครื่องแต่งกายอื่นๆ

ถุงเท้าอย่างหนาหากไม่ได้ใส่บู้ท ใส่หมวกไหมพรม หากเสื้อแจ็กเก็ตหรือเสื้อโค้ทไม่มีฮู้ด ผ้าพันคออย่างหนา หาแบบที่ทำจากขนสัตว์ (Wool)

หรือขนแกะจะช่วยได้ดีมาก ถุงมือ ถุงเท้าอย่างหนา ถุงน่องรุ่นแพนตี้โฮส (pantyhose)

หรือไทต์ (tight) หมวกสำหรับหน้าหนาว หรือใครจะนิยมบีนนี่ (beanie) ที่เป็นหมวกไหมพรมหรือผ้ายืดอย่างหนา

ไปจนถึงขนแกะไว้ใส่คลุมปิดตั้งแต่หน้าผาก หู และคลุมท้ายทอยหรือต้นคอก็ได้ ตามแต่ความทนทานความหนาวของแต่ละบุคคลไป

3. ระดับหนาวติดลบ (1 องศาเซลเซียสลงไปจนถึงหนาวติดลบ)

ระดับนี้เป็นหนาววัดใจหรือบางคนอาจเรียกว่า หนาวหูหลุด เพราะจะหนาวมากจนคุณรู้สึกชาบริเวณข้อต่อต่างๆ ของร่างกาย

หนาวระดับนี้แน่นอนว่าจะเป็นอุณหภูมิของทุกเมืองที่มี “หิมะตก”เช่น ซัปโปโร (Sapporo) และเมืองทางเหนือของญี่ปุ่น เกาหลีใต้ในเขตจังหวัดคังวอน (Gangwon-do)

เสื้อผ้า

ชั้นใน จัดเสื้อผ้าอย่างหนาแบบหนาวระดับยะเยือกแต่อาจต้องใส่หลายชั้นหน่อย

เช่น ชุดชั้นในไหมพรม ลองจอห์น (ถ้ามีหิมะ ใช้ลองจอห์นแบบระบายความชืันได้อย่างรวดเร็ว)

หรือเสื้อกล้ามหนาด้านบนแล้วนุ่งไทต์เลกกิ้งส์อย่างหนา หรือแพนตี้โฮสด้านล่าง

ชั้นกลาง แจ็กเก็ตเสื้อขนอ่อน หรือเสื้อไหมพรมแบบผสมขนสัตว์สัก 40% ขึ้นไป กางเกงยีนส์

ถ้าหิมะตก แนะนำใส่กางเกงผ้าร่มที่บุขนอ่อนและกันเปียก (แบบสำหรับเล่นสกีได้)

ชั้นนอก ที่สำคัญเวลาหิมะตกแล้วจะเปียกและลื่นได้ง่าย ควรสวมเสื้อโค้ทขนเป็ดทีด้านนอกกันเปียก

ถ้าไม่ได้ใส่กางเกงแบบสำหรับใส่เล่นสกีได้ แนะนำเป็นเสื้อโค้ทยาว

รองเท้า

ถุงเท้าอย่างหนาหรืออย่างบางแต่ผสมขนสัตว์ รองเท้าบูทสูง รองเท้าที่สำหรับเดินบนหิมะได้ไม่ลื่น

เครื่องแต่งกายเสริม

เช่นเดียวกับระดับหนาวยะเยือก เช่น ผ้าพันคออย่างหนา ถุงมือกันเปียกกันลม เลกกิ้งส์อย่างหนา

แต่เพิ่มที่ปิดหูเพิ่มเข้ามา หรือหมวกที่ปิดหูได้ หรือบีนนี่ยาวคลุมหูได้

*** เอาไปเท่าไหร่ ***

เสื้อโค้ทที่จะใส่ด้านนอกเอาไปแค่ 1 ตัวหรือไม่เกิน 2 ตัว / กางเกงยีนส์ 2 ตัว / เสื้อคอเต่า

หรือ เสื้อแขนยาวไม่เกิน 3 ตัว / รองเท้า 2 คู่ ขอให้เป็น บูท 1 คู่ และผ้าใบ 1 คู่

แจ็กเก็ต สเว็ตเตอร์ไม่เกิน 2 ตัว / ส่วนเลกกิ้งส์ หรือ พวกไว้สวมใส่ด้านใน

เพิ่มความอบอุ่นอาจจะเอาไปสัก 3-4 ชิ้น เพราะเครื่องแต่งกายเหล่านี้เบาและม้วนแพ็คได้ง่าย

ส่วนเครื่องแต่งกายอื่นๆ เช่นผ้าพันคอ หมวก ถุงมือก็ขอให้ไม่เกิน 2 ชิ้นต่ออย่าง

ส่วนถุงเท้าสัก 5 คู่ก็ได้ ชุดนอน 1-2 ชุด ส่วนชุดชั้นใน ก็คำนวณเอาตามความเหมาะสม

อย่าลืมว่าโรงแรมที่พักส่วนใหญ่ คุณสามารถส่งซักได้

สิ่งจำเป็นอื่นๆ ที่ควรแพ็คติดกระเป๋าเดินทาง

ครีม/โลชั่นถนอมความชุ่มชื่นของผิวหน้า ผิวกาย และมือ หากไม่คุ้นเคยกับลมหนาวและอากาศแห้ง

ขอแนะนำให้ใช้ครีม/โลชั่นสำหรับเมืองหนาว

-ลิปบาล์มหรือลิปกลอส

-น้ำตาเทียม โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ใส่คอนแท็กเลนส์หรือมีปัญหาตาแห้ง

-ยาแก้ไข้หวัด ยาแก้แพ้อากาศ และยาประจำตัวที่มีฉลากภาษาอังกฤษถูกต้อง

-ครีม/โลชั่นกันแดด แม้ฤดูหนาวถึง 0 องศา แต่ในบางแห่งก็อาจมีแดดในตอนกลางวันได้

ควรพกแว่นกันแดดไปด้วยก็จะตสดยอด อุปกรณ์เสริมสำหรับไปขึ้นเขา ขึ้นดอย หรือเล่นสกี

-แว่นกันลม สำหรับการไปเล่นสกี หรือปีนเขา ปีนดอยที่มีลมพัดแรง

-ถุงมือสกี ซึ่งมีความหนากว่าถุงมือปกติและยังสามารถกันน้ำได้

เป็นไงล่ะครับ แค่เนี๊ยะสาวๆ ทั้งหลายก็ไม่ต้องแบกตู้เสื้อผ้าไปร่วมทริปด้วยแล้ว

ส่วนใครที่มีเคล็ดลับอะไรดีๆ ก็บอกกล่าว แชร์ประสบการณ์กันได้เลยนะฮ้าฟฟฟฟว์

—————————————————————

Cr. Spokedark.tv

คุณคงเคยได้ยินมาบ้างถึงกิตติศัพท์ของ เนื้อโกเบ เนื้อวัวขึ้นชื่อของดีแห่งเมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น นอกจากรสชาติที่อร่อยนุ่มลิ้นจนน่าตกใจแล้ว ราคาของมันก็ทำให้ช็อคได้ไม่แพ้กัน แต่ก็ไม่ไกลเกินคุณจะเอื้อมถึง แต่ก่อนจะไปลิ้มลองกัน เราลองมาดูกันก่อนดีกว่าว่า สาเหตุของความแพงนี้คืออะไรบ้าง

1. มีน้อย

วากิว หรือแปลอย่างตรงตัวว่า “วัวญี่ปุ่น” เป็นที่โด่งดังไปทั่วโลกถึงคุณภาพและความอร่อย และในบรรดาเนื้อวัวจากญี่ปุ่นทั่วทั้ง 47 จังหวัด เนื้อวัวจากโกเบถือเป็นหนึ่งในที่สุดของเนื้อวัวญี่ปุ่น เมื่อเทียบอัตราส่วนแล้วจึงถือว่ามีอยู่เพียงน้อยนิดเท่านั้น เมื่อมีน้อย ราคาก็ยิ่งสูงตามไปด้วย และกว่าจะส่งออกมาถึงบ้านเราด้วยแล้ว ราคาก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดา ที่ของดีจะมีอยู่น้อยล่ะนะ

2. สายพันธุ์ดั้งเดิม

เนื้อวัวโกเบ ได้มาจากวัวสายพันธุ์ทาจิมะ ที่ถือกำเนิด เลี้ยง และชำแหละในจังหวัดเฮียวโงะ (โกเบเป็นเมืองหลวงของจังหวัดเฮียวโงะ) ซึ่งวัวสายพันธุ์ดั้งเดิมนี้ ในอดีต เป็นวัวญี่ปุ่นขนดำที่ถูกเลี้ยงในแถบตะวันตกของญี่ปุ่น ต่อมาได้พัฒนาจนกลายเป็นสายพันธุ์ที่มีชื่อเสียง ส่วนชื่อสายพันธุ์ของมันก็มาจากชื่อเมืองทาจิมะ ซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงวัวสายพันธุ์นี้ ก่อนจะกลายมาเป็นเนื้อโกเบที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน

3. บีบนวดและดื่มเบียร์

เทคนิคการเลี้ยงวัวจะขึ้นอยู่กับแต่ละฟาร์ม โดยส่วนใหญ่แล้ว วัวโกเบจะได้รับการบีบนวดมากถึง 7-8 ชั่วโมงต่อวัน และดื่มเบียร์วันละ 6 ขวด เพื่อให้วัวไม่มีอาการเครียด สุขภาพดี และช่วยให้เนื้อและไขมันในร่างกายมีคุณภาพ

4. คุณภาพ

เป็นที่เคลือบแคลงใจสำหรับผู้ไม่นิยมทานเนื้อวัวว่า อะไรที่ทำให้เนื้อโกเบแพงขนาดนี้ สาเหตุก็คือ เนื้อวัวจากเมืองโกเบมีอัตราการให้เนื้อสูง เป็นเส้นใยละเอียดและมีฟองไขมันแทรกอยู่เป็นเม็ดเล็กๆ ทั่วทุกอณู สามารถละลายได้ในอุณหภูมิต่ำ เพียงแค่วางไว้บนฝ่ามือก็สามารภทำให้ฟองไขมันละลายได้ อีกทั้งยังมีพื้นที่หน้าตัดของเนื้อสันใหญ่กว่าเนื้อวัวจากที่อื่นๆ จึงทำให้เนื้อมีความนุ่มและรสชาติดีเป็นพิเศษ

5. ราคา

เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีสภาพเป็นเกาะ จึงมีวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ดังนั้น อะไรก็ตามที่ Made in Japan จึงมีราคาสูง เนื้อวัวก็เช่นกัน แค่เนื้อวากิวธรรมดาที่ได้มาจากวัวญี่ปุ่นแท้ๆ ก็ว่าแพงแล้ว ยิ่งเป็นเนื้อคุณภาพสูงอย่างเนื้อโกเบก็ยิ่งแล้วใหญ่ โดยในปัจจุบัน เนื้อโกเบที่นำเข้ามาในประเทศไทยจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทต่อกิโลกรัมเลยทีเดียว

สำหรับใครที่อยากทานเนื้อโกเบในราคาที่ถูกกว่านี้ล่ะก็ มีทางเดียวคือต้องบินไปทานถึงถิ่นที่เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น รับรองว่าฟินกว่าที่ไทยแน่นอน ทั้งความสดใหม่และคุณภาพ ประกอบกับย่างบนเตาร้อนตรงหน้าแล้วเสิร์ฟให้คุณในแบบที่คนไม่ทานเนื้อยังอดใจไม่ไหว รับรองได้เลยว่า คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปแน่นอน

——————————————————————————

Cr. daily.rabbit.co.th