Snow Monster

เช่ารถขับเที่ยวญี่ปุ่นเอง

พาไปชม Snow Monster ปีศาจหิมะพร้อมแนะนำเรียวกังสุดหรู

วันนี้จะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตในญี่ปุ่นช่วงฤดูหนาวกัน โดยใครที่เป็นสายขับรถเที่ยวญี่ปุ่นเองต้องบอกเลยว่าห้ามพลาดเป็นอันขาด เพราะเดินทางง่ายและสามารถเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเวลา พร้อมทั้งแนะนำที่พักแนวเรียวกังแบบสวยหรูกันด้วย

Snow Monster

มาเริ่มกันที่สถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตที่ห้ามพลาดในฤดูหนาวอย่าง ปีศาจหิมะ (Snow Monster) ที่เกิดจากน้ำค้างและหิมะเกาะตัวอยู่บนต้นสนตามป่าสนบนยอดเขา แถมเจอกับความหนาวเย็นของอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 0 องศา ทำให้น้ำค้างและหิมะที่ติดอยู่บนต้นสนเกิดแปรเปลี่ยนเป็นน้ำแข็งเกาะคุ้มไปทั่วต้นสนอย่างแน่นหนาจนมีรูปร่างที่คล้ายปีศาจ เป็นที่มาของชื่อที่เรียกกันว่า “ปีศาจหิมะ (Snow Monster) หรือภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า จูเฮียว (Juhyo)” นั่นเอง

lightup

ในช่วงกลางคืนจะมีการประดับไฟไลท์อัพต้นสนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะเหล่านี้ ทำให้ได้เพลิดเพลินกับบรรยากาศที่แตกต่างไปจากตอนกลางวันโดยสิ้นเชิง ซึ่งเราจะให้ได้เห็นภาพ ปีศาจหิมะ (Snow Monsters) ที่มีสีสันสวยโดดเด่นอยู่ท่ามกลางความมืดมิดดูงดงามราวความฝัน สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับการไลท์อัพประจำปีนี้สามารถเข้าไปดูได้จาก เว็บไซต์ทางการของกระเช้าลอยฟ้าซาโอ (Zao Ropeway) ได้เลย

Snow Monster

โดยช่วงเวลาที่สามารถมาเที่ยวชมวิวหรือเล่นสกี คือ ช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ของทุกปี หากใครต้องการชมปีศาจหิมะแนะนำให้สวมใส่เสื้อผ้าที่สวมทับเพิ่มเลเยอร์ได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ชมในช่วงเวลากลางคืนอุณหภูมิภายนอกจะต่ำกว่า -10℃

หลังจากใครที่เล่นสกีหรือเมื่อยล้าจากการท่องเที่ยว เราขอแนะนำที่พักสไตล์ญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบและมีออนเซ็นให้ได้แช่เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อกันด้วย โดยเรียวกังที่เราจะแนะนำก็คือ Takamiya Ryokan Miyamaso

Takamiya Ryokan Miyamaso

ที่พักเป็นโครงสร้างไม้แบบเรียวกังที่สวยหรู ให้บรรยากาศแบบญี่ปุ่นโบราณนิดๆ ราวกับเป็นมนต์สะกดให้ผู้คนหลงใหลในการพักผ่อน ดื่มด่ำไปกับบรรยากาศสวยและออนเซ็นดีๆ ภายในห้องพักก็ถูกจัดออกมาอย่างลงตัว ทุกห้องจะมีเสื้อคลุมยูกาตะไว้คอยให้บริการ ซึ่งยังคงความเป็นญี่ปุ่นดั้งเดิมไว้ได้อย่างดี ออนเซ็นที่นี่จะทำให้คุณได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติและผ่อนคลายจากความเมื่อยล้าที่เกิดขึ้นอีกด้วย

japanese-western room
onsen - Takamiya Ryokan Miyamaso

บริเวณโดยรอบของ Zao Ropeway นี้ ยังล้อมรอบด้วยสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในโทโฮคุอีกหลายแห่ง ที่สามารถขับรถไปเที่ยวได้ง่ายๆ แนะนำว่าหากได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงฤดูหนาว ห้ามพลาดทริปเที่ยวชมธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ที่คุณสามารถสัมผัสได้แค่ที่นี่เท่านั้น!

เช่ารถขับที่ญี่ปุ่น ไม่ยากอย่างที่คิด

       ในยุคสมัยนี้ที่คนไทยนิยมไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นกันบ่อยขึ้นนั้น เป็นเพราะว่าการหาข้อมูลในการเดินทางท่องเที่ยวนั้นง่ายขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น ทำให้การเดินทางไปท่องเที่ยวนั้นไม่ใช่เรื่องยากและไกลตัวอีกต่อไป นอกจากจะเดินทางท่องเที่ยวโดยกรุ๊ปทัวร์แล้ว หลายๆ คนยังมีความชอบที่ท้าทายตัวเองโดยการเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเอง หรือ แบ็คแพ็คเกอร์ ที่เดินทางโดยใช้รถสาธารณะไม่ว่าจะเป็นรถไฟ รถบัส หรือ การขับรถเที่ยวเอง ซึ่ง “การเช่ารถขับที่ญี่ปุ่น ไม่ยากอย่างที่คิด”

          สำหรับคนที่เดินทางท่องที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นหลายครั้งแล้ว และอยากได้ความเป็นส่วนตัวหรือประหยัดเวลาในการท่องเที่ยวการ “เช่ารถในญี่ปุ่น” ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดี สำหรับการเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ที่อยากไป โดยที่บางทีรถไฟหรือรถบัสพาไปไม่ได้หรือบางคนรู้จักการเช่ารถอยู่แล้วก็จะทำการเช่ารถเพื่อเดินทางท่องเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง

          การที่เราจะไปทำการเช่ารถญี่ปุ่นนั้น อย่างแรกก็จะต้องมีใบขับขี่สากลก่อน (หากคุณเป็นชาวต่างชาติหรือไม่ใช่คนญี่ปุ่น) โดยการที่เรานั้นจะต้องไปที่กรมขนส่งของประเทศไทย เพื่อยืนเรื่องในการทำใบขับขี่สากลพร้อมกับค่าธรรมเนียม 505 บาท เตรียมเอกสารไปให้ครบ ใช้เวลาในการทำไม่ถึง 10 นาทีก็เสร็จแล้ว

          เมื่อเราได้ใบขับขี่สากลมาก็เก็บให้เรียบร้อยและก่อนออกเดินทางห้ามลืมเด็ดขาด หากลืมจะไม่สามารถเช่ารถที่ญี่ปุ่นได้ เมื่อเราเดินทางมาถึงประเทศญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้วนั้นใบขับขี่สากลก็จะมีผลใช้ได้ทันที โดยจะมีอายุในการใช้ได้ถึง 1 ปีเต็มหลังจากวันที่ทำ เมื่อเดินทางมาถึงประเทศญี่ปุ่นและผ่านการตรวจต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ก็สามารถเดินหาเคาน์เตอร์ของบริษัทเช่ารถญี่ปุ่นที่เราทำการจองมา หรือหากเราไม่ได้ทำการจองมาก็สามารถหาบริษัทรถเช่าญี่ปุ่นได้ตามจุดบริการรถเช่าบริเวณสถานีรถไฟหรือสนามบิน

          ขั้นตอนการรับรถก็ง่ายๆ โดยเรายื่นใบขับขี่สากล พาสปอร์ตและเอกสารที่ทำการจองให้กับทางบริษัทเช่ารถญี่ปุ่นที่เราทำการจองมา โดยบริษัทรถเช่าญี่ปุ่นแต่ละบริษัทก็จะมีพนักงานคอยแจ้งข้อมูลในส่วนของตัวรถและอุปกรณ์เสริมต่างๆ ภายในตัวรถ (อย่าลืม! เช็ครอยขีดข่วน) กฎจราจรและข้อควรปฏิบัติที่ควรทำอย่างเคร่งครัด การใช้ GPS และประกันภัยของรถเช่า โดยบริษัทรถเช่าญี่ปุ่นนั้นก็จะมีประกันให้เลือกตามที่เราต้องการ ถ้าหากเราไม่เลือกประกันภัยใดๆ ทางบริษัทเช่ารถญี่ปุ่นก็จะทำการเลือกให้ตามระดับของรถยนต์ที่เราใช้งาน ในส่วนนี้แนะนำให้ศึกษาทั้งเรื่องกฎจราจรและประกันภัยรถยนต์ไปก่อนเบื้องต้น เมื่อเราได้รถมาบางบริษัทรถเช่าญี่ปุ่นนั้นอาจจะมีคิดค่า GPS เพิ่มเติม หรือแนะนำ ETC Card (Electronic Toll Collect System) ให้ หากเรามีการเดินทางโดยการขึ้นทางด่วนของญี่ปุ่น ซึ่ง ETC Card นั้นจะเป็นช่องทางที่เราไม่ต้องรอคิวในการจ่ายเงินขึ้นทางด่วนนั้นเอง

แค่เพียงขั้นตอนง่ายๆ เท่านี้ เราก็สามารถขับรถเที่ยวญี่ปุ่นได้ด้วยตัวเอง ซึ่งการเช่ารถนั้นไม่ต้องมาคอยกังวลเรื่องสัมภาระ สามารถควบคุมเวลาในการเดินทางได้เอง และยังสะดวกสบายประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางอีกด้วย หากใครที่ยังลังเลในการขับรถเที่ยวเอง เราแนะนำให้ลองเช่ารถขับดูสักครั้งโดยเฉพาะตอนที่ไปกันหลายๆ คน คุ้มค่าและสะดวกสบายแน่นอน…

ขับรถเที่ยวอาซากุสะ

เช่ารถขับเที่ยวญี่ปุ่นเอง

รวมสถานที่ที่เหมาะในการท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นด้วยการเช่ารถขับเอง

การเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศญี่ปุ่น นอกจากจะเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟและรถบัสแล้ว เรายังสามารถเดินทางท่องเที่ยว ภายในประเทศญี่ปุ่นด้วยตัวเองได้ด้วยการ เช่ารถเที่ยวญี่ปุ่น

การเช่ารถเที่ยวในญี่ปุ่น เป็นวิธีการเดินทางที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวด้วยตัวเองวิธีหนึ่ง ที่ช่วยให้นักท่องเที่ยวอย่างเราได้เดินทางท่องเที่ยวไปตามใจ ไปยังสถานที่ต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง มีเวลาในการได้ท่องเที่ยวมากขึ้น ยิ่งหากเป็นสถานที่ที่ไปยากต้องใช้บริการแท็กซี่ในการเดินทาง การขับรถเที่ยวด้วยตัวเองย่อมสะดวกสบายและประหยัดกว่า รวมถึงไม่ต้องห่วงเรื่องสัมภาระ

การ เช่ารถขับเที่ยวญี่ปุ่นเอง เหมาะกับการเที่ยวเป็นคู่และเที่ยวเป็นครอบครัว เนื่องจากรถคันเดียวไปพร้อมกันได้หลายคนไม่มีหลง ไม่ต้องรอกันไปกันมาเหมือนเวลาไปกับรถบัส และไม่ต้องจ่ายค่าเดินทางเพิ่มระหว่างทาง หากขับรถแข็ง เชี่ยวชาญในการดูเส้นทาง และมีใบขับขี่สากลพร้อมแล้วละก็ เช่ารถขับเที่ยวญี่ปุ่น กันเลยดีกว่า ว่ามีสถานที่ไหนเหมาะในการท่องเที่ยวด้วยรถเช่าที่ประเทศญี่ปุ่นกันบ้าง

วัดเซนโซจิ (Sensoji Temple)

วัดอาซากุสะ หรือเรียกอีกชื่อว่า “วัดเซนโซจิ” วัดที่ผู้คนมาเยือนมากที่สุดในโตเกียว เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวโตเกียวในช่วงเทศกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเทศกาลปีใหม่ที่นี่จะเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่มาไหว้พระขอพร และถือว่าเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในโตเกียว

Sensoji Temple

สิ่งที่โดดเด่นของ วัดเซนโซจิ นั่นคือ ประตูทางเข้าชั้นนอกที่เรียกว่า”ประตูคามินาริ (Kaminari)” หรือประตูเทพเจ้าสายฟ้า กลางประตูมีโคมไฟสีแดงขนาดใหญ่แขวนอยู่ เรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งวัดเซ็นโซจิเลยก็ว่าได้ สองข้างประตูมีรูปแกะสลักเทพเจ้าสายฟ้าและเทพเจ้าสายลมทำหน้าที่เป็นทวารบาล และใต้โคมไฟสีแดงมีภาพแกะสลักเทพเจ้ามังกรที่เชื่อกันว่าหากได้ถ่ายรูปคู่กับเทพเจ้ามังกรนี้จะโชคดี

Map code : 770 359*00

Sensoji Temple
Sensoji Temple

ถนนนากามิเสะ (Nakamise Shopping Street)

ถนนนากามิเสะ แหล่งช้อปปิ้งที่คึกคักที่สุดในย่านอาซากุสะ โดยเป็นถนนร้านค้าที่ทอดยาวอยู่ภายในบริเวณวัดเซ็นโซจิ อยู่ระหว่างประตูคามินาริมง (Kaminarimon Gate) ที่มีโคมแดงใหญ่ห้อยอยู่ยาวไปจนถึงประตูโฮโซมง (Hozomon Gate) ทางเข้าอาคารหลักของวัดเซ็นโซจินั่นเอง

nakamise street

ที่นี่เต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย เช่น ร้านอาหาร ขนมขบเคี้ยว และของที่ระลึกเหมาะสำหรับการหาซื้อของฝาก เนื่องจากย่านนี้เป็นย่านร้านค้าเก่าแก่ที่สุดของโตเกียวจึงยังมีบรรยากาศเหมือนดาวน์ทาวน์ในสมัยเอโดะอยู่ นอกจากสินค้าโบราณดั้งเดิมแล้วยังมีสินค้าในยุคปัจจุบันขายด้วย และสามารถชมภาพสวยๆ บนประตูเหล็กม้วนของร้านค้าในนากามิเสะได้ “ภาพม้วนอาซากุสะ” จะแสดงถึงประวัติศาสตร์ของวัดเซนโซจิโดยผ่านอีเวนต์ในแต่ละฤดู

Map code : 770 028*44

nakamise street
nakamise street

สวนสนุกฮานายาชิกิ (Hanayashiki Amusement Park)

สวนสนุกฮานายาชิกิ สวนสนุกขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในย่านอาซากุสะ ซึ่งเป็นสวนสนุกแห่งแรกของญี่ปุ่น เปิดทำการครั้งแรกในรูปแบบของ Flower Park ในปี ค.ศ. 1853 ช่วงปลายสมัยเอโดะ ชื่อของสวนสนุกก็มาจากเดิมที่เปิดเป็นสวนดอกไม้ Hana (ดอกไม้) และ Yashiki (คฤหาสน์) รวมเป็น Hanayashiki จนภายหลังได้มีการติดตั้งเครื่องเล่นขึ้นจนเป็นอย่างที่เห็นทุกวันนี้

Hanayashiki

ภายในสวนสนุกมีเครื่องเล่นประมาณ 25 เครื่องเล่น โดยเครื่องเล่นเหล่านี้น่ารัก สีสันสดใส และไม่ได้หวาดเสียวจนทำให้รู้สึกเป็นอันตรายมากซึ่งเหมาะกับเด็กๆ และมีเครื่องเล่นที่น่าสนใจคือ Roller Coaster ที่เก่าแก่สุดในญี่ปุ่นซึ่งยังเปิดให้เล่นอยู่ภายในสวนสนุกแห่งนี้ ติดตั้งในปี ค.ศ. 1953 ถ้ากำลังมองหาสถานที่สำหรับการใช้เวลาร่วมกันในโตเกียว สวนสนุกฮานายาชิกิก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่น่าสนใจ

Map code : 770 413*71

hanayashiki park
hanayashiki park

ถนนฮ็อปปี้ (Hoppy Street)

Hoppy Street คือ ถนนสายกินดื่มที่อยู่ใกล้ๆ กับวัดเซนโซจิ เป็นถนนที่เต็มไปด้วยร้านอิซากายะ (ร้านกินดื่มสไตล์ญี่ปุ่น)  มากมายเรียงรายยาวต้อนรับนักดื่ม ซึ่งแต่ละร้านก็จะขายอาหารแตกต่างกันออกไป โดยร้านในย่านนี้ส่วนมากจะเปิดกันตั้งแต่เที่ยงซึ่งจะเริ่มคึกคักกันจริงๆ ก็ตั้งแต่ช่วงเย็นลากยาวไปจนถึงช่วงดึก

Hoppy Street

ที่ถนนแห่งนี้มีอาหารและเครื่องดื่มราคาไม่แพงมากถูกใจทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ว่ากันว่าถ้ามาถึงที่นี่แล้วต้องชิม Hoppy เครื่องดื่มชื่อเดียวกับชื่อถนน รสชาติคล้ายเบียร์แต่มีแอลกอฮอลล์น้อยกว่า มักจะกินคู่กับโซจู หากใครพักอยู่ที่ย่านนี้แล้วชอบดื่มสังสรรค์ แนะนำให้ลองมาสัมผัสบรรยากาศ Night Life สไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิม

Map code : 770 201*88

Hoppy Street
Hoppy Street

การเดินทางด้วยการเช่ารถขับเที่ยวญี่ปุ่นเองนั้น ง่ายและไม่ยากอย่างที่คิด ประหยัดเวลาได้มีเวลาท่องเที่ยวมากขึ้น ได้เที่ยวแบบสบายใจไม่ต้องเกรงใจใคร ถ้าเพื่อนๆ อยากมีเวลาในการเที่ยวมากขึ้น การเช่ารถขับเที่ยวเอง มันคุ้มค่าช่วยตอบโจทย์สำหรับคนที่มีเวลาวันเที่ยวน้อย ลองกันดูนะแล้วจะรู้ว่ามันดีแค่ไหน

Joyful train

รถไฟ “Joyful Train” รถไฟท่องเที่ยวขบวนพิเศษในโทโฮคุ ที่แต่ละขบวนจะมีดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ภายใต้คอนเซ็ปต์ที่แตกต่างกันออกไปให้บรรยากาศที่ไม่จำเจ ซึ่งเราขอแนะนำรถไฟ Joyful Train ที่จะพาเราเที่ยวญี่ปุ่นในแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนด้วยการเดินทางง่ายๆ จากโตเกียว

joyful train

รถไฟ FruiTea Fukushima ภายใต้คอนเซปต์ “คาเฟ่ท่องเที่ยว” โดยเล่นคำว่า Fruit (ผลไม้) รวมกับคำว่า Tea (ชา) ซึ่งในจังหวัดฟุกุชิมะ (Fukushima) มีชื่อเสียงด้านผลไม้หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นแอปเปิ้ล พีช สาลี่ และองุ่น จึงเป็นที่มาของรถไฟ FruiTea Fukushima นี้นั่นเอง ภายในตู้โดยสารออกแบบมาให้มีบรรยากาศแบบสบายๆ มีพนักงานที่คอยบริการเครื่องดื่มและของหวานน่ารับประทานที่ทำจากผลไม้ที่ปลูกในฟุกุชิมะ ถ้าอยากนั่งรถไฟขบวนนี้จะต้องซื้อแพ็กเกจตั๋วพร้อมเครื่องดื่มและของหวาน (ฟรุตทาร์ตหรือเค้ก 2 ชิ้น ต่อคน) ไม่สามารถใช้ JR Pass ได้ รถไฟนี้อยู่สาย Ban’etsu West Line โดยจะวิ่งระหว่างสถานี Koriyama กับสถานี Aizu-Wakamatsu ในวันเสาร์-อาทิตย์ ยกเว้นบางฤดูจะวิ่งวันจันทร์ด้วย

joyful train

รถไฟ TOHOKU EMOTION เป็นการผสมผสานระหว่างรถไฟกับภัตตาคารสุดหรู ที่จะพาเดินทางเลาะริมชายฝั่งซันริกุ (Sanriku Coast) พร้อมกับรับประทานอาหารท้องถิ่นที่ทำจากวัตถุดิบในโทโฮคุโดยเชฟมากฝีมือ รอบขาไปซึ่งออกจากสถานีHachinohe ไปสถานี Kuji โดยจะเสิร์ฟแบบคอร์สเมนูกลางวัน 4 อย่างพร้อมเครื่องดื่มไม่อั้น ส่วนขากลับจะเป็นบุฟเฟ่ต์ของหวาน จุดเด่นของรถไฟขบวนนี้จะเป็นรถไฟขนาดสั้น 3 โบกี้ ในโบกี้แรกเป็นที่นั่งพร้อมโต๊ะรับประทานอาหารแบบห้องส่วนตัวสำหรับนักท่องเที่ยวที่มากันเป็นกลุ่มเล็กๆ โบกี้ที่สองเป็น Live Kitchen Space หรือครัวที่ผู้โดยสารสามารถชมเชฟปรุงอาหารได้อย่างใกล้ชิด และโบกี้สุดท้ายเป็นที่โต๊ะอาหารที่หันหน้าออกไปทางหน้าต่าง ถ้าสนใจอยากเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในบรรยากาศหรูเช่นนี้ จะต้องซื้อตั๋วพร้อมแพ็กเกจ ไม่สามารถใช้ JR Pass ได้ โดยจะให้บริการระหว่างวันศุกร์ถึงจันทร์เท่านั้น

joyful train

รถไฟ SL Ginga รถไฟสไตล์รถจักรไอน้ำที่ออกแบบและตกแต่งให้เหมือนกับรถไฟในวรรณกรรมเรื่อง “รถไฟสายทางช้างเผือก” ของมิยาซาวะ เคนจิ (Kenji Miyazawa) ให้บริการในเส้นทางระหว่างสถานี Hanamaki กับสถานี Kamaishi ในวันเสาร์-อาทิตย์ ภายในมีการจำลองฉากและบรรยากาศเหมือนกับรถไฟในยุคของมิยาซาวะ ไม่ว่าจะเป็นไฟตะเกียง บานกระจกสีๆ มองเห็นทิวทัศน์อันงดงามของโทโฮคุผ่านบานหน้าต่างโบราณราวกับได้ย้อนเวลากลับไปสู่อดีต นอกจากนี้ภายในตู้โดยสารยังมีจุดจำหน่ายของที่ระลึก ห้องจัดแสดงผลงานของมิยาซาวะ รวมไปถึงจัดพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ด้วย

joyful train

รถไฟ GENBI SHINKANSEN เป็นขบวนที่สามารถชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยบนรถไฟ ภายในจัดแสดงผลงานศิลปะของศิลปินและช่างภาพชาวญี่ปุ่นที่น่าจับตามอง นอกจากนี้ยังมีคาเฟ่ที่จำหน่ายกาแฟสึบาเมะ (Tsubame Coffee) ซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อจากสึบาเมะซันโจ (Tsubame-Sanjo) มีโซฟาสบายๆ ให้นั่งในตู้โดยสารแบบไม่กำหนดที่นั่ง ส่วนตู้โดยสารแบบสำรองที่นั่งล่วงหน้าจะเป็นแบบโซฟาสีเหลืองสดใส รูปทรงและสีสันเหมือนงานศิลปะชิ้นหนึ่ง รถไฟขบวนนี้ยังมีความพิเศษตรงที่มีห้องสำหรับเด็กๆ ให้ได้สัมผัสกับสิ่งที่เรียกว่า “ศิลปะ” ได้อย่างสนุกสนาน ส่วนผู้ใหญ่ก็สามารถนั่งชมทิวทัศน์อันสวยงามผ่านหน้าต่างบานใหญ่ ระหว่างสถานี Echigo-Yuzawa กับสถานี Niigata Station

joyful train

รถไฟ Oykot รถไฟชื่อแปลกขบวนนี้มีที่มาของชื่อที่น่าสนใจมากนั่นก็คือ กลับอักษรจากคำว่า Tokyo (t-o-k-y-o เป็น o-y-k-o-t) สื่อถึงรถไฟบ้านๆ ชิลๆ วิ่งในเส้นทางธรรมชาติอันเงียบสงบระหว่างสถานี Nagano กับสถานี Tokamachi ซึ่งตรงข้ามกับรถไฟในโตเกียว รถไฟขบวนนี้จะได้สัมผัสถึงแก่นแท้ของความเป็นบ้านคนญี่ปุ่น และมีพนักงานที่เป็นคุณป้าคอยต้อนรับและดูแลเหมือนกับเราเป็นคนในครอบครัว พร้อมเสิร์ฟผักดองที่เรียกว่า โนซาวะนะ (Nozawana) ให้ได้ลองชิมกันอีกด้วย เสมือนว่าเราได้กลับคืนสู่ภูมิลำเนาตั้งแต่ยังอยู่บนรถไฟ

joyful train

รถไฟ Toreiyu Tsubasa ถ้าพูดถึงสปาเท้า คงไม่มีใครคิดว่าจะมีอยู่บนรถไฟ แต่ไม่ใช้กับรถไฟขบวนนี้ที่วิ่งในเส้นทางระหว่างสถานี Fukushima กับสถานี Shinjo มีการติดตั้งบ่อสำหรับทำสปาเท้าในตู้โดยสารหมายเลข 16 ซึ่งจะต้องซื้อตั๋วสำหรับทำสปาเท้าเพิ่มที่ JR View Travel ล่วงหน้าจึงจะสามารถใช้บริการได้ แช่เท้าผ่อนคลายความเมื่อยล้าพร้อมชมทิวทัศน์อันสวยงามของญี่ปุ่น นอกจากนี้ดีไซน์ภายในตู้โดยสารยังเป็นสไตล์ญี่ปุ่น มีที่นั่งแบบเสื่อทาทามิ และมีจุดจำหน่ายเครื่องดื่มต่างๆ เช่น น้ำผลไม้ ไปจนถึงเครื่องดื่มขึ้นชื่อของยามากาตะ

joyful train

รถไฟ Resort Shirakami เป็นรถไฟขบวนหนึ่งที่จะพาชมธรรมชาติที่สวยงามระดับโลก ธรรมชาติที่ว่านั้นก็คือ Shirakami Sanchi เทือกเขาที่ได้รับการบันทึกให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม หากมองจากหน้าต่างฝั่งหนึ่งก็จะเห็นต้นไม้และป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ มองจากอีกฝั่งหนึ่งก็จะเห็นชายฝั่งทะเล เป็นรถไฟที่มีที่นั่งสบาย หน้าต่างชมวิวบานใหญ่ บรรยากาศผ่อนคลาย อีกทั้งมีโชว์ต่างๆ เช่น โชว์หุ่นกระบอก โชว์เล่านิทาน โชว์เล่นชามิเซ็น ฯลฯ โดยขบวนรถไฟมีดีไซน์ทั้งหมด 3 แบบ คือ บุนะ (Buna) อาโออิเคะ (Aoike) และคุมาเกระ (Kumagera) วิ่งในสาย Gono Line ระหว่างสถานี Aomori กับสถานี Akita โดยใช้เวลาเดินทางยาวนานกว่า 5 ชั่วโมง ปกติจะให้บริการเฉพาะวันศุกร์ – จันทร์ แต่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง (ต้นเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนธันวาคม) นั้นจะให้บริการทุกวัน

joyful train

รถไฟ Resort Minori โดยคำว่า “มิโนริ” จากชื่อรถไฟหมายถึง “การออกดอกออกผล” หรือ “ผลสัมฤทธิ์” สะท้อนถึงการปลูกพืชผลทางการเกษตรที่เจริญงอกงาม และความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติทั้งออนเซ็นและใบไม้เปลี่ยนสี รถไฟขบวนนี้ให้บริการในเส้นทางระหว่างสถานี Sendai กับ Shinjo ซึ่งมีสถานที่น่าเที่ยวในช่วงฤดูใบไม้ร่วงเป็นจำนวนมากและจะคึกคักเป็นพิเศษในช่วงปลายเดือนตุลาคม โดยเฉพาะบริเวณสถานี Naruko Onsen ที่สามารถเดินเท้า 30 นาที ไปที่หุบเขานารุโกะซึ่งปกคลุมไปด้วยต้นไม้สีส้มแดง ลักษณะเด่นของรถไฟขบวนนี้คือเป็นรถไฟขบวนสั้นๆ เพียง 2-3 โบกี้ ดีไซน์สีสันกลมกลืนกับฤดูใบไม้เปลี่ยนสี

joyful train

รถไฟ HIGH RAIL 1375 โดยตัวเลข 1375 ที่อยู่ในชื่อรถไฟก็คือความสูงจากระดับน้ำทะเล (เมตร)  ตัวเลขนี้ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น รถไฟขบวนนี้จะให้บริการระหว่างสถานี Kobuchizawa กับสถานี Komoro ถ้าขึ้นรอบเย็นจะจอดที่สถานี Nobeyama เป็นเวลา 1 ชั่วโมง และมีไกด์ท้องถิ่นพาเดินไปดูดาวที่โนเบยามะ จุดที่ว่ากันว่าดูกลุ่มดาวท่ามกลางท้องฟ้าในยามค่ำคืนได้สวยงามเหมือนภาพในความฝัน หากขึ้นรถไฟรอบกลางวันก็ยังมองเห็นสุดยอดวิวที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล จากที่นั่งที่หันหน้าออกไปทางหน้าต่าง และที่ท้ายขบวนยังมีห้องดูดาวที่มีมุมรวมหนังสือเกี่ยวกับดาราศาสตร์อีกด้วย สิ่งที่ต้องระวังก็คือรถไฟนี้มีตู้รถไฟแค่ 2 ตู้เท่านั้น ที่นั่งจึงมีไม่มากต้องรีบจองแต่เนิ่นๆ

joyful train

รถไฟ Koshino Shu*Kura รถไฟสำหรับสายชิล ให้บริการในเส้นทางระหว่างสถานี Joetsumyoko กับสถานี Tokamachi สาย Iiyama Line ในจังหวัดนีงาตะ โดยคอนเซปต์ของรถไฟขบวนนี้คือการนำเสนอ เครื่องดื่มขึ้นชื่อของนีงาตะในบรรยากาศเรียบๆ ชิลๆ ภายในตู้โดยสารมีจุดจำหน่ายของดีของนีงาตะ รวมไปถึงขนมที่ทำจากวัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น และมีการแสดงดนตรีแนวแจ๊สและคลาสสิกเข้ากับบรรยากาศภายในตู้โดยสารที่เน้นใช้วัสดุที่ทำจากไม้ ซึ่งรถไฟขบวนนี้จะให้บริการในช่วงสุดสัปดาห์ ศุกร์เสาร์และอาทิตย์เท่านั้น

หากใครชอบนั่งรถไฟหรือมีแพลนไปเที่ยวในพื้นที่โทโฮคุ และต้องการสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ในการนั่งรถไฟที่ญี่ปุ่น ที่นอกจากจะได้ชมวิวระหว่างทางแล้ว ยังได้รับบรรยากาศแปลกใหม่ที่ไม่ซ้ำซากจำเจในแต่ละขบวน ทางเราก็ขอให้ลองไปนั่งรถไฟ Joyful train ที่เราแนะนำไปสักครั้งดูนะคะ สามารถดู ข้อมูลเพิ่มเติมรถไฟ Joyful Train ได้ที่นี่ 


ใครที่กำลังสนุกกับการอ่านและที่กำลังหาข้อมูลที่เที่ยวต่างๆ สามารถไปอ่านต่อที่หน้าถัดไปได้เลยค่ะ เพียงกดคลิกเท่านั้น

 – ขอพรกับจุดเสริมพลังชีวิต (Power Spot) ในคิวชู 

 – เที่ยวญี่ปุ่นขับรถเองที่มิเอะ

 – ตะลอนทัวร์ญี่ปุ่น 1 วัน เช่ารถขับเที่ยวกันที่นิกโก้

Power Spot

     ภูมิภาคคิวชู (Kyushu) มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายไม่ว่าจะเป็นวัด ศาลเจ้า สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติต่างๆ ที่มีวิวทิวทัศน์สวยงาม และรวมไปถึงจุดเสริมพลังชีวิต (Power Spot) ที่เต็มไปด้วยพลังด้านบวกจากธรรมชาติกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ เราขอแนะนำ 3 แหล่งเสริมพลังชีวิตยอดนิยมที่ใครๆ ก็ต่างมา เพื่ออธิษฐานขอโชคลาภในด้านต่างๆ ตั้งแต่ด้านการเรียน ความรัก ปัดเป่าความทุกข์ ไปจนถึงขอให้ตั้งครรภ์มีบุตรเลยทีเดียว!!

   ศาลเจ้า Dazaifu Tenmangu, Fukuoka

ศาลเจ้าดาไซฟุเทนมังกุ (Dazaifu-Tenmangu) เชื่อกันว่าศาลเจ้าแห่งนี้ให้โชคในเรื่องของการเรียนการศึกษาและปัดเป่าเคราะห์ร้ายต่างๆ ทำให้ทุกปีจะมีนักเรียน นักศึกษาที่ต้องเตรียมสอบมาเยือนมากถึง 7 ล้านคนเพื่ออธิษฐานขอพร ตัวศาลหลักสร้างขึ้นอยู่เหนือหลุมฝังศพของซุกะวะระ มิจิซะเนะ (Sugawara Michizane) นักวิชาการและนักการเมืองชาวญี่ปุ่นผู้มีบทบาทสำคัญในอดีตเมื่อราว 1,000 ปีก่อน ซึ่งหลังจากเสียชีวิตลงเขาได้กลายเป็นที่สักการะบูชาของชาวญี่ปุ่นในฐานะเทพเจ้าแห่งการศึกษา

รูปปั้นวัว
taiko bridge shinji-ike pond

จุดไฮไลท์ : 

  • รูปปั้นวัวสัมฤทธิ์ในท่านั่งหมอบ เชื่อกันว่าถ้าเราลูบหัวของรูปปั้นวัว จะทำให้ฉลาดขึ้น ได้รับพรด้านความรู้
  • สะพานสีแดง ทอดข้ามสระน้ำ ซึ่งสระแห่งนี้ชื่อว่า ชินจิอิเคะ แปลว่า สระน้ำรูปตัวอักษรหัวใจ เพราะหากมองจากด้านบนลงมารูปร่างของสระน้ำจะเหมือนกับตัวอักษร 心 (มีเสียงอ่านว่า โคโคโระ, ชิน) ที่แปลว่าหัวใจนั่นเอง ส่วนสะพานก็ประกอบไปด้วย 3 สะพานเรียงต่อกันนำไปสู่ฮนเด็น (ศาลเจ้าหลัก) แต่ละสะพานแสดงถึง “อดีต ปัจจุบัน และอนาคต” การเดินข้ามสะพานนี้เปรียบได้กับการชำระร่างกายและจิตใจให้บริสุทธิ์ก่อนจะเข้าพบเทพเจ้า
  • ประตูโรมงและฮนเด็น ประตูสีแดงชาดหลังใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าฮนเด็นเรียกว่า โรมง (Romon Gate) ซึ่งจะมองเห็นรูปทรงด้านหน้าและด้านหลังแตกต่างกัน และ ฮนเด็น (ศาลเจ้าหลัก) ก็มีความงดงามและความแข็งแรงแม้จะมีอายุมากกว่า 400 ปีแล้ว จึงได้รับเลือกให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติอีกด้วย

   เส้นทางศักดิ์สิทธิ์แห่ง Kunisaki Rokugo Manzan Temples, Oita

คาบสมุทรคุนิซะกิ (Kunisaki Peninsula) ทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดโออิตะ (Oita) ถูกโอบล้อมไว้ด้วยทะเลถึงสามด้าน เต็มไปด้วยความสมบูรณ์ของธรรมชาติ มีวัดและพระพุทธรูปที่มีอายุกว่า 1,000 ปีหลงเหลือให้เห็นอยู่จำนวนมาก ปัจจุบันเส้นทางเดินเพื่อนมัสการวัดกว่า 30 แห่งได้กลายเป็น เส้นทางศักดิ์สิทธิ์แห่งคุนิซะกิโระคุโกมันซัง (Kunisaki Rokugo Manzan Temples) ซึ่งคือชื่อที่ใช้เรียกพื้นที่ 6 เขตตามวัดและศาลเจ้าต่างๆที่กระจายตัวกันอยู่บริเวณยอดเขาฟุตะโกะ (Futago) ในแหลมคุนิซะกิ (Kunisaki Hanto) ซึ่งจะมีศาสนาและพิธีกรรมที่แตกต่างจากที่อื่นๆ โดยจะเป็นส่วนผสมของศาสนาพุทธนิกายชินโต และการบูชาภูเขาและเทพเจ้า ที่จะเน้นสถาปัตยกรรมที่เป็นหินเช่น พระพุทธรูปหินและรูปปั้นเทพเจ้าต่างๆ ที่เป็นหิน

เส้นทางศักดิ์สิทธิ์คุนิซะกิโระคุโกมันซัง (Kunisaki Rokugo Manzan Temples) วัดที่มีชื่อเสียงเป็นที่นิยมมีอยู่ด้วยกัน 4 แห่ง

เส้นทางศักดิ์สิทธิ์แห่ง Kunisaki Rokugo Manzan Temples
  1. วัดฟุตะโกะจิ (Futago-ji Temple), โออิตะ (Oita)
    อยู่บนยอดเขาฟุตะโกะ (Mt. Futago) สร้างขึ้นในปีค.ศ. 718 มีพระพุทธรูปอันงดงามประดิษฐานอยู่ในวิหาร บันไดทางขึ้นไปวัดนั้นมีหินแกะสลักที่งดงามและดุดันของเทพนีโอ (รูปปั้นเทพผู้พิทักษ์พระพุทธเจ้า) ตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศลึกลับ ภายในวัดกลางอ้อมกอดของป่าลึกที่เงียบสงบ อาณาเขตวัดทั้งหมดถูกกำหนดให้เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ประจำจังหวัด และยังเชื่อกันว่าเป็นวัดที่ให้โชคลาภด้านการตั้งครรภ์มีบุตรด้วย
  2. วัดฟุคิจิ (Fukiji Temple), โออิตะ (Oita)
    วัดฟุคิจิ (Fukiji Temple) ห้องโถงใหญ่ของวัดฟุคิจิได้รับการยกย่องให้เป็นสมบัติของชาติ เป็นหนึ่งในสามห้องโถง ที่ประดิษฐานของพระอมิตาภะพุทธเจ้า ตัวอาคารวัดยังเป็นอาคารไม้ที่เก่าแก่ที่สุดของเกาะคิวชู และภายในห้องโถงใหญ่เป็นภาพที่มีสีสันซึ่งแสดงถึงรูปแบบต่างๆ ของพระพุทธเจ้าซึ่งบ่งบอกถึงการบูชาทางศาสนาของในวัดนี้
  3. พระพุทธรูปหินสลักคุมาโนะ (Kumano Magaibutsu Stone Buddha), โออิตะ (Oita)
    คือ พระพุทธรูปหินแกะสลักที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเมืองบุงโกะทาคาดะ (Bungotakada) ในจังหวัดโออิตะ (Oita) สร้างด้วยการแกะสลักหน้าผาของภูเขาลึกเข้าไปในป่าในช่วงปลายของสมัยเฮอัน มีอยู่ด้วยกัน 2 องค์ สูงประมาณ 6.7 เมตร และ 8 เมตร ระหว่างทางเดินขึ้นไปจะได้พบกับทิวทัศน์ของต้นสนสุงิ (Sugi) ที่เรียงรายอยู่บนก้อนหินที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ อย่างสวยงาม ก่อนที่จะถึงด้านบนนั้นต้องผ่านบันไดหินที่ถูกสร้างจากหินธรรมชาติที่ลาดชัน มีทั้งหมด 100 ขั้น เป็นบันไดที่ได้รับการขนานนามว่า บันไดที่ยักษ์สร้างขึ้นมา
  4. ศาลเจ้าอุสะ (Usa Jingu), โออิตะ (Oita)
    ถูกสร้างขึ้นมาในปีค.ศ. 725 นับเป็นศาลเจ้าหลักของศาลเจ้ากว่าพันแห่งทั่วทั้งญี่ปุ่น และถือเป็นศาลเจ้าศูนย์กลางแม่แบบของศาลเจ้าแบบฮะชิแมน (Hachimangu) ที่มีอยู่มากกว่า 40,000 แห่งทั่วญี่ปุ่นอีกด้วย ซึ่งภายในมีสิ่งก่อสร้างที่ล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ อาคารวิหารหลักสีแดงเด่น นอกจากนี้ยังมีสะพานคุเรบาชิเป็นสะพานเทพเจ้าและอาคารวิหารหลักมีต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ว่ากันว่าหากได้กอดต้นนี้แล้วจะได้รับพลังแห่งความสำเร็จ ซึ่งทำให้มีบรรดานักกีฬาซูโม่และนักร้องต่างมาขอพรกันที่สถานที่แห่งนี้ เพื่อขอให้ประสบความสำเร็จและเป็นที่นิยมอีกด้วย

  ศาลเจ้า Udo-jingu Shrine, Miyazaki

ศาลเจ้า Udo-jingu Shrine

ศาลเจ้าอุโดะจิงกู (Udo-jingu Shrine) ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1711 เพื่ออุทิศให้กับบิดาของจักรพรรดิองค์แรกตามตำนานของญี่ปุ่น และศาลเจ้าแห่งนี้ที่ค่อนข้างแปลกเนื่องจากตั้งอยู่ในถ้ำที่เกิดจากการที่คลื่นซัดสาดเข้ากระทบและกัดเซาะหน้าผาเลียบชายฝั่ง ศาลเจ้าหลักของที่นี่ขึ้นชื่อในเรื่องการครองคู่และการคลอดบุตรโดยปลอดภัย และแนะนำให้ลองทำนายดวงดูว่าพรที่อธิษฐานไว้จะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่ โดยการโยนลูกบอลขนาดจิ๋วหรือที่เรียกว่า “อุงทะมะนะเงะ (Untama-nage)” วิธีการคือจะต้องอธิษฐานแล้วโยนหรือขว้างลูกบอลเล็กๆ นี้ ให้ลงหลุมบนหลังหินรูปเต่าที่ตั้งอยู่ตรงหน้าผา ผู้ชายโยนด้วยมือซ้ายและผู้หญิงโยนด้วยมือขวา เชื่อกันว่าหากโยนลงหลุมได้สำเร็จคำอธิษฐานนั้นก็จะสำเร็จผลเป็นจริงได้

Udo Shrine
Udo shrine
Udo shrine

นอกจากสถานที่จุดรับพลังบวกต่างๆ ที่เราแนะนำไปแล้วนั้น ภูมิภาคคิวชูยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายทั้งทางประวัติศาสตร์และทางธรรมชาติ หากใครสนใจท่องเที่ยวสถานที่อื่นๆ ในพื้นที่ภูมิภาคคิวชูนั้น

สามารถดูข้อมูลการท่องเที่ยวภูมิภาคคิวชูเพิ่มเติม ที่นี่

ขอบคุณข้อมูล : https://www.jnto.or.th/


สำหรับท่านใดที่ชอบการเที่ยวด้วยตัวเอง หรือชอบการขับรถเที่ยวชิวๆ สามารถปรึกษาและสอบถามได้ที่ >>> https://www.easyandsave.com

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม

ขับรถเที่ยวญี่ปุ่น

    ถ้าพูดถึงประเทศญี่ปุ่น ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าเที่ยวอยู่หลายจังหวัด อย่างจังหวัดมิเอะ ที่ตั้งอยู่เกือบจะศูนย์กลางของประเทศญี่ปุ่น และถูกรายล้อมไปด้วยธรรมชาติที่สวยงาม ซึ่งหากใครสนใจที่จะ เที่ยวญี่ปุ่นขับรถเองที่มิเอะ วันนี้เราก็มีแผนที่เส้นทางการขับรถมาแนะนำ

    หากเราเริ่มต้นเช่ารถขับจากสนามบิน Chubu Centrair จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที ซึ่งความน่าสนใจของจังหวัดนี้ ก็คือ ใบไม้เปลี่ยนสี ดูแสงสียามค่ำคืน ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ ของประเทศญี่ปุ่น มาเริ่มกันที่สถานที่แรกกันเลย

สวนดอกไม้นะบะนะโนะซะโตะ (Nabana no sato)

NABANA no SATO จุดเด่นของที่นี่ คือ สวนพฤกษชาติขนาดใหญ่ งานประดับไฟในช่วงฤดูหนาวหรือ Winter Illumination ที่ยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่น

นาบานะ โนะ ซาโตะ

ที่อยู่ : 270 Urushibata Komae, Nagashima-cho,Kuwana City, Mie Prefecture 511-1144

วิธีเดินทาง : เช่ารถขับจากสนามบิน Centrair มาใช้เวลาประมาณ 52 นาที

เวลาทำการ : 9.00-21.00 น. ในช่วงวันธรรมดา 22.00 น. ในวันหยุดและเสาร์อาทิตย์

ราคา : ค่าเข้า 2,300 เยน (รวมค่าคูปองที่ใช้ภายในงาน มูลค่า 1,000 เยน)

Website NABANA no SATO

Mapcode : 38 894 380*17

Nabana no Sato

Gozaisho Ropeway โกไซโช โรปเวย์

Gozaisho Ropeway ขึ้นกระเช้าชมใบไม้เปลี่ยนสี เล่นสกี แนะนำให้ไปในช่วง เดือนตุลาคมถึงช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีจากยอดเขา

Gozaisho Ropeway โกไซโช โรปเวย์
Gozaisho Ropeway โกไซโช โรปเวย์

ที่อยู่ : 8625 Komono, Komono-chō, Mie-gun, Mie-ken 510-1233

วิธีเดินทาง : ขับรถจากสนามบิน Centrair ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 19 นาที และเนื่องจากมีที่อยู่ซ้ำกันอาจจะหาไม่เจอก็แนะนำให้ใส่ Hotel yumoto หรือ เลขโทรศัพท์ 0593922141 เข้าไปในชื่อสถานที่ของ GPRS จะหาเจอง่ายกว่า

เวลาทำการ : Ropeway 9.00-16.00 น. , Sightseeing 9.30-15.40 น.

ราคา : ผู้ใหญ่ (นักเรียนมัธยมเป็นต้นไป) ไปกลับ 2,160 เยน / เที่ยวเดียว 1,240 เยน เด็ก (เด็กอายุตั้งแต่ 4 ปีจนถึงชั้นประถม) ไปกลับ 1,080 เยน / เที่ยเวดียว 620 เยน

Website Gozaisho Ropeway

Mapcode : 566 353 568*25

Gozaisho Ropeway

Ise Jingu Shrines ศาลเจ้าอิเสะ-จิงงู

Ise Jingu : ที่ศาลเจ้าสำคัญของญี่ปุ่น เป็นศาลเจ้าที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด และมีชื่อเสียงโด่งดังที่ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก และมีความเกี่ยวข้องกับราชวงศ์ญี่ปุ่น

Ise Jingu Shrines
Ise Jingu Shrines

ที่อยู่ : 1 Ujitachicho, Ise, Mie Prefecture 516-0023

วิธีเดินทาง : เช่ารถขับจากสนามบิน Centrair มายังศาลเจ้าใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

เวลาทำการ : 5.00-18.00 น. (มกราคม-เมษายนและกันยายน) , 5.00-19.00 น. (พฤษภาคม-สิงหาคม) , 5.00-17.00 น. (ตุลาคมถึงธันวาคม)

Website Ise Jingu

Mapcode : 118 432 193*60

Ise Jingu Shrines

Hida Osaka Fall น้ำตกโอซากะ

Hida Osaka Fall น้ำตกสวยสัมผัสธรรมชาติ นอกจากจะมีน้ำตกที่สวยงามแล้ว ยังสามารถชม ชมทิวทัศน์อันสวยงามของป่าไม้ในช่วงฤดูที่เปลี่ยนสีสันได้และเหมาะกับการชับรถมาเที่ยวอีกด้วย

Hida Osaka Fall

ที่อยู่ : ญี่ปุ่น 811-1 Akanta, Osaka-cho, Gero-shi, Gifu-ken, Japan

วิธีเดินทาง : ขับรถจากสนามบิน Centrair ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

Website Hida Osaka Fall

Mapcode : 772 850 782*30

Hida Osaka Fall

Gero Onsen เกโระอนเซ็น

Gero Onsen นอนพักเรียวกัง เที่ยวออนเซ็น สไตล์ญี่ปุ่น หากใครชอบเที่ยวออนเซ็นต้องไม่พลาด เพราะ Gero Onsen เป็นออนเซ็นที่มีชื่อเสียง 1 ใน 3 ของประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว

Gero Onsen
Gero Onsen

ที่อยู่ : Yunoshima, เกะโระ จังหวัดกิฟุ 509-2202 ญี่ปุ่น

วิธีเดินทาง : เช่ารถขับจากสนามบิน Centrair ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง

เวลาทำการ : 8.30-17.00 น. (ช่วงวันที่ 31 ธันวาคมถึง 2 มกราคม ปิด 16.00 น.) 8:30-17:00(วันที่ 31 ธันวาคม – 2 มกราคม ปิด 16:00)

ราคา : ค่าเข้าชมหมู่บ้าน Gassho ผู้ใหญ่ 800 เยน เด็ก 400 เยน

Website Gero Onsen

Mapcode :  361 509 617*00

Gero Onsen

       นิกโก้ (Nikko) เมืองท่องเที่ยวชื่อดังตั้งอยู่บริเวณทิวเขาในจังหวัดโทชิงิ ประเทศญี่ปุ่น เมืองมรดกโลกที่เต็มไปด้วยธรรมชาติที่สวยงามและสถาปัตยกรรมเก่าแก่ของญี่ปุ่น สามารถเดินทางเที่ยวที่ นิกโก้ภายใน 1 วัน ด้วยการ เช่ารถญี่ปุ่นขับเองใช้แผนที่ GPS นำทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของนิกโก้ แค่วันเดียวจะขับรถไปที่ยวที่ไหนได้บ้าง มันดูน่าตื่นเต้นใช่ไหมหล่ะ ถ้าอย่างนั้นเรามาแชร์ประสบการณ์จากผู้เดินทางจริงๆในครั้งนี้กัน ว่าจะเช่ารถขับเที่ยวญี่ปุ่นที่ไหนได้บ้าง..

     สะพานชินเคียว (Shinkyo Bridge)

shinkyo bridge

สะพานชินเคียว (Shinkyo) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สะพานศักดิ์สิทธิ์” สะพานแห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของเมืองมรดกโลกนิกโก้ จากสะพานนี้สามารถเดินไปยังวัดรินโนจิได้ ลักษณะสะพานเป็นไม้โค้งแบบโบราณสีแดงที่ล้อมรอบไปด้วยภูเขา ป่าไม้ มีลำธารไหลตัดผ่านสะพานและธรรมชาติที่สวยสดงดงามเหมือนอย่างกับฉากในหนังเทพนิยาย สะพานนี้ถูกจัดให้เป็นสะพานไม้โบราณที่ดีที่สุด ติดอันดับหนึ่งในสามของประเทศญี่ปุ่น เปิดบริการให้เข้าชมได้ทุกวันเป็นสถานที่ที่คุณไม่ควรพลาดหากได้มาเยือนที่นิกโก้

Shinkyo Bridge Mapcode: 367 312 026*22

Address : 〒321-1401 Tochigi, Nikko, 上鉢石町

     อุทยานแห่งชาตินิกโก้ (Okunikko)

okunikko

อุทยานแห่งชาติโอคุนิกโก้ เป็นสถานที่ที่มีวิวทิวทัศน์สวยงามอย่างมาก มีธรรมชาติที่หลากหลายรอให้ไปสัมผัส มีเส้นทางเดินป่าสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการสำรวจธรรมชาติอีกด้วย โดยที่นี่จะมีความสวยงามอย่างมากในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ภายในมีน้ำตกเคงอนที่มีความสูงกว่า 100 เมตร เป็นน้ำตกที่มีความสวยงามมากที่สุดและยังเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามอันดับต้นๆของประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

Okunikko Mapcode: 367 240 252*52

Address : 〒321-1661 栃木県日光市中宮祠2480-1

     วัดรินโนจิ (Rinnoji Temple)

rinnoji temple

วัดรินโนจิ (Rinnoji Temple) นับว่าเป็นวัดที่มีความสำคัญมากที่สุดของเมืองนิกโก้ สร้างขึ้นโดยพระ Shodo Shonin ผู้ที่นำศาสนาพุทธเข้ามาสู่นิกโก้ อาคารหลักของวัดคือ Sanbutsudo บ้านหลังใหญ่เคลือบทอง ภายในเป็นที่ประดิษฐานของรูปแกะสลักไม้ Amida, Senju-Kannon(พระพุทธรูป Kannon พันมือ) และ Bato-Kannon(พระพุทธรูป Kannon ที่มีศีรษะเป็นม้า) ตรงข้ามกับอาคาร Sanbutsudo เป็นที่ตั้งของหอสมบัติ (Treasure House) ที่จัดแสดงนิทรรศการทางพุทธศาสนา บริเวณวัดยังมีสวนแบบญี่ปุ่น (Shoyoen Garden) และบ่อน้ำเล็กๆ ที่รายล้อมไปด้วยต้นเมเปิ้ลที่จะเปลี่ยนเป็นสีแดงส้มในช่วงฤดูใบไม้ร่วม ซึ่งนับเป็นสถานที่ล้ำค่าทางศาสนาและคุ้มค่าแก่การมาเยือนอีกด้วย

Rinnoji Temple Mapcode:367 312 194*82

Address :〒321-1431 栃木県日光市山内2300

     ศาลเจ้าโทโชกุ (Toshogu Shrine)

toshogu temple

ศาลเจ้าโทโชกุ ถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับเทพแห่งแสงสว่างและยังเป็นที่พำนักที่สุดท้ายของ โชกุน Tokugawa Ieyasu ทำให้กลายเป็นวัดเก่าแก่ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองนิกโก้ที่มีความสำคัญกับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นมากที่สุดแห่งหนึ่ง ภายในมีรูปปั้นแกะสลักลงบนไม้ที่สวยงามตามแบบฉบับญี่ปุ่น บรรยากาศรอบๆศาลเจ้าอยู่ในป่าสนจึงทำให้มีอากาศที่เย็นสบาย หนึ่งในจุดที่เป็นไฮไลท์และมีชื่อเสียงของที่นี่ก็คือ ภาพแกะสลักรูปลิง 3 ตัว ซึ่งเป็นรูปลิงปิดหู ปิดตา ปิดปาก เป็นผลงานการแกะสลักโดย Hidari jingoro ศิลปินผู้มีชื่อเสียงในสมัยเอโดะ เรียกได้ว่าเป็นศาลเจ้าที่แม้จะดูเรียบง่าย แต่บรรยากาศดีงามชนะเลิศเลยทีเดียว

Toshogu Shrine Mapcode: 367 312 489*33

Address : 〒321-1431 栃木県日光市山内2301

     ออนเซนยูโมโตะ (Yumoto Onsen)

yumoto onsen

ออนเซนยูโมโตะ (Yumoto Onsen) ตั้งอยู่ด้านหลังของอุทยานแห่งชาติโอคุนิกโก้ ที่นี่นับเป็นเมืองน้ำพุร้อนยอดฮิตที่มีชื่อเสียงอย่างมาก ด้วยความที่น้ำพุร้อนมีคุณภาพดีและยังมาจากธรรมชาติจริงๆ หลังจากเที่ยวมาหลายที่แล้วในนิกโก้ ก่อนกลับคืนรถเช่าต้องไม่พลาดที่จะแวะมาแช่ออนเซนกันสักหน่อยเพราะเมื่อยล้าจากเดินทางไปเที่ยวกันมาทั้งวัน มานั่งแช่น้ำพุร้อนให้ผ่อนคลาย สบายตัวกันก่อนจบทริปเที่ยวในครั้งนี้

Yumoto Onsen Mapcode: 735 201 341*58

Address :〒321-1662 栃木県日光市湯元2548

แค่เพียง 1 วัน ก็สามารถเพลิดเพลินเดินทางไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ หลายที่ในเมืองนิกโก้ ด้วยการเช่ารถขับเที่ยวเอง ซึ่งการเช่ารถขับเที่ยวเองนี้ทั้งสะดวกสบายและคุ้มค่ามากจริงๆ แล้วคุณจะไม่ลืมความสนุกที่เกิดขึ้นในการเที่ยวครั้งนี้ 🙂


สำหรับท่านใดที่ชอบการเที่ยวด้วยตัวเอง หรือชอบการขับรถเที่ยวชิวๆ สามารถปรึกษาและสอบถามได้ที่ >>> https://www.easyandsave.com

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม

เช่ารถญี่ปุ่น

             ในการเช่ารถญี่ปุ่นนั้น ผู้ขับขี่จะต้องมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปโดยที่ใบขับขี่ที่สามารถใช้เช่ารถญี่ปุ่นได้มี 3 แบบด้วยกัน คือ ใบขับขี่ของประเทศญี่ปุ่น (สำหรับผู้ที่อาศัยในญี่ปุ่น) , ใบอนุญาตขับขี่สากล และใบขับขี่ที่มีคำแปลญี่ปุ่น ซึ่งจะเป็นใบขับขี่ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมัน ฝรั่งเศส ไต้หวัน เบลเยี่ยม เอสโตเนียและโมนาโค

สำหรับใบอนุญาตขับขี่สากล จะต้องทำที่ประเทศของตนเองก่อนมาที่ประเทศญี่ปุ่น เพราะหลังจากการเดินทางมาญี่ปุ่นแล้ว ทางสถานทูตจะไม่สามารถออกใบขับขี่สากลให้ได้ สำหรับคนที่มีใบขับขี่ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมัน ฝรั่งเศส ไต้หวัน เบลเยี่ยม เอสโตเนียและโมนาโค จะต้องมีใบขับขี่ในประเทศและหนังสือแปลใบขับขี่เป็นภาษาญี่ปุ่นพร้อมทั้งพาสปอร์ตมายื่นให้กับบริษัทรถเช่าญี่ปุ่นได้เลย

           การเช่ารถญี่ปุ่นนั้นจะต้องแจ้งรายละเอียดผ่านทางเว็บไซต์หรือตัวแทนบริษัทรถเช่า โดยลักษณะการดำเนินการในแต่ละบริษัทนั้นจะคล้ายคลึงกัน คือ ระบุวันที่จะเริ่มเช่ารถและคืนรถเช่า ระบุชนิดของรถที่ต้องการเช่า ระบุสถานที่รับและคืนรถเช่า และระบุความต้องการเพิ่มเติม เช่น GPS บัตรทางด่วน (ETC CARD) ยางหิมะ หรือที่นั่งเด็ก เมื่อลงทะเบียนเช่ารถญี่ปุ่นเสร็จเรียบร้อยแล้ว พอถึงวันที่เราไปรับรถเช่านั้นก็เข้าไปยังเคาน์เตอร์ของบริษัทที่เราทำการจองเช่ารถไว้ โดยยื่นเอกสารรับรถ ใบขับขี่และพาสปอร์ตได้ที่เคาน์เตอร์ของบริษัทที่ทำการเช่ารถได้เลย

ในการคืนรถเช่านั้นจะต้องเติมน้ำมันให้เต็มถังที่สถานีบริการน้ำมันที่ใกล้กับบริษัทเช่ารถญี่ปุ่น แล้วนำใบเสร็จไปแสดงให้บริษัทรถเช่า เนื่องจากในแถบชนบทหรือที่ห่างไกลจากตัวเมืองทางบริษัทรถเช่าญี่ปุ่นนั้นจะระบุสถานีบริการน้ำมันที่จะต้องเติมไว้ให้ด้วย ส่วนใหญ่สถานีบริการน้ำมันจะไม่ได้เปิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยจะปิดทำการประมาณ 19.00 น. หากไม่สามารถเติมน้ำมันก่อนทำการคืนรถเช่าได้ ทางบริษัทเช่ารถจะคำนวณราคาค่าน้ำมันให้ และส่วนใหญ่จะคิดสูงกว่าราคาที่เราไปเติมเอง

การเช่ารถญี่ปุ่นจะมีการเช่าทั้งหมด 3 เวลา คือ 6 ชั่วโมง 12 ชั่วโมง และ24 ชั่วโมง รถเช่าญี่ปุ่นส่วนใหญ่นั้นมักจะมี GPS ติดมากับตัวรถเช่าอยู่แล้ว หรืออาจจะมีแบบที่ต้องจ่ายเพิ่มเติม ส่วนใหญ่ GPS ที่บริษัทรถเช่าญี่ปุ่นจะมีแค่ภาษาญี่ปุ่น แต่ตามสถานที่ท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมเที่ยวนั้นจะมี GPS ภาษาต่างๆ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาเกาหลี ภาษาจีน ฯ เตรียมไว้รองรับนักท่องเที่ยว

รถเช่าญี่ปุ่น

การจราจรของประเทศญี่ปุ่นนั้น รถยนต์ทั่วไปและรถเช่าญี่ปุ่นจะมีพวงมาลัยอยู่ทางขวา และขับเลนซ้าย ถ้าหากคุณเดินทางไปช่วงฤดูหนาวที่มีหิมะปกคลุมถนน คุณสามารถขอเช่าอุปกรณ์เสริม เช่น โซ่หรือยางหิมะจากบริษัทรถเช่าได้เลย เพื่อความปลอดภัยและป้องกันไม่ให้รถนั้นลื่นไถลเวลาขับบนหิมะ

การใช้บริการที่จอดรถที่ญี่ปุ่นนั้นไม่สามารถจอดได้ตามข้างทาง ซึ่งตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ หรือตามห้างสรรพสินค้าจะมีสถานที่จอดรถไว้ให้บริการ ค่าบริการที่จอดรถราคา 1 ชั่วโมงจะอยู่ที่ประมาณ 200-700 เยน โดยราคาที่จอดของแต่ละที่นั้นจะไม่เท่ากัน ถ้าหากเรายิ่งเข้าใกล้ตัวเมืองมากเท่าไหร่ก็จะมีราคาที่สูงขึ้น สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กฎจราจรที่ประเทศญี่ปุ่น

การใช้ทางด่วนของญี่ปุ่นนั้น จะมีการใช้ระบบอยู่ 2 ช่อง คือ ระบบจ่ายเงินทั่วไป กับ ระบบ ETC (Electronic Toll Collection System) ซึ่งถ้าเทียบราคากับหลายๆประเทศจะมีราคาค่อนข้างที่จะสูงพอสมควร ในระยะทางประมาณ 100 km. ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 3000 เยน

  • ช่องทางด่วนระบบจ่ายเงินทั่วไป เป็นช่องทางด่วนที่จะต้องหยุดรถเพื่อรับตั๋วจากพนักงานหรือรับจากเครื่องออกตั๋วอัตโนมัติ ซึ่งจะชำระค่าผ่านทางก่อนจะลงจากทางด่วน ทั้งนี้จะสามารถชำระด้วยเงินสดหรือบัตรเครดิต
  • ช่องทางด่วนระบบ ETC (Electronic Toll Collection System) เป็นช่องทางด่วนที่ไม่ต้องหยุดรถเพื่อรอคิวในการจ่ายเงิน โดยที่คุณสามารถขอเช่าบัตร ETC ได้ที่บริษัทเช่ารถ โดยการชำระค่าผ่านทางนั้นจะเรียกเก็บหลังจากคืนรถเช่าแล้ว หรือตัดจากบัตรเครดิตที่คุณได้ลงทะเบียนกับบัตรเช่า ETC ไว้
เช่ารถญี่ปุ่น

การเติมน้ำมันนั้นก็จะมีสถานีบริการน้ำมันอยู่ทุกๆที่ จะแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ แบบฟูลเซอร์วิส และ แบบบริการตัวเอง แบบฟลูเซอร์วิส คือ แบบที่มีพนักงานคอยบริการและเติมน้ำมันให้ แต่หากเป็นแบบบริการตัวเอง คือ จะต้องเติมน้ำมันด้วยตัวเองจะไม่มีพนักงานคอยให้บริการซึ่งจะมีราคาถูกลง น้ำมันจะมีอยู่ 3 ชนิดที่ใช้เติม ซึ่งจะแบ่งง่ายๆตามสี คือ

Regular unleadedレギュラー(RE‑GYU‑RA‑A)

High-octaneハイオク(HA‑I‑O‑KU)

Diesel 軽油(KE‑I‑YU)

เช่ารถญี่ปุ่น

ประกันภัยในการเช่ารถนั้น จะมีค่าประกันภัยอยู่ในค่าเช่ารถอยู่แล้ว แต่ถ้าหากเกิดอุบัติเหตุอาจจะมีการจ่ายเงินเพิ่มเติมในส่วนของความเสียหายต่อรถยนต์อีก 50,000-100,000 เยน ในรายละเอียดต่างๆที่เหลือสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่บริษัทเช่ารถญี่ปุ่น

รถเช่าในญี่ปุ่น

หากคุณได้เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นแล้ววางแผนที่จะเดินทางไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวในตัวเมืองหรือนอกเมือง หากคุณมีใบอนุญาตขับขี่สากล เราแนะนำให้เช่ารถในญี่ปุ่น เพราะได้อิสระในการเดินทางท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆของประเทศญี่ปุ่น ที่ช่วยให้คุณเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปร้านอาหาร ออนเซ็น เรียวกัง หรือสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆได้สะดวกมากขึ้น หากคุณเดินทางท่องเที่ยวกับครอบครัว กลุ่มเพื่อน หรือกับคนที่คุณรัก การขับรถเช่าในญี่ปุ่นนั้นจะช่วยให้คุณประหยัดเงินและเวลาในการเดินทางได้เป็นอย่างดี การท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆในประเทศญี่ปุ่นนั้นมีบริษัทที่ให้บริการรถเช่าในญี่ปุ่นอยู่ คือ Toyota Rent-A-Car บริษัทรถเช่ารายใหญ่ที่มีสาขารับ-คืนเยอะที่สุดทั่วญี่ปุ่น การจองสามารถจองผ่านตัวแทนได้ที่ไทย Easyandsave ตัวแทนรถเช่าในญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการแห่งแรกในไทย

เมื่อเดินทางถึงยังประเทศญี่ปุ่นแล้วบริษัทเช่ารถในญี่ปุ่นมีเคาน์เตอร์ให้บริการตามสนามบินต่างๆ เช่น สนามบินนาริตะ สนามบินฮาเนดะ สนามบินชิโตเสะ สนามบินชูบุเซ็นแทร์ ฯลฯ หากคุณได้ทำการจองล่วงหน้ามาแล้ว คุณสามารถมาที่เคาเตอร์เพื่อรับรถเช่าในญี่ปุ่นได้ทันที โดยพนักงานจะแนะนำหรืออธิบายข้อมูลต่างๆที่เราควรรู้ ดังนี้

ประกันภัย – โดยจะมีประกันภัยต่างๆให้เลือก

การเติมน้ำมัน – ตรวจดูว่าทางคุณได้เติมน้ำมันให้กับรถก่อนคืนรถเช่าญี่ปุ่นให้กับทางบริษัท

กรณีฉุกเฉิน – โปรดโทรแจ้งตำรวจทันที หากรถเช่าคุณเกิดอุบัติเหตุคุณจะต้องมีการแจ้งความ หรือได้รับเอกสารการเกิดอุบัติเหตุจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ

*หมายเหตุ : เบอร์โทรฉุกเฉินต่างๆในประเทศญี่ปุ่น ตำรวจ – 110 / รถพยาบาลหรือรถดับเพลิง – 119 (ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้) และศูนย์ให้คำปรึกษาตำรวจนครบาลในโตเกียว – 03 3501 0110 โทรได้ในวันธรรมดา เวลา 8.30 ถึง 17.15 น. (สามารถพูดภาษาอังกฤษได้) หรือเบอร์ติดต่อฉุกเฉินจากกบริษัทรถเช่า

หากคุณได้เช่ารถในญี่ปุ่นจากสนามบินสำนักงานที่คุณต้องไปรับรถเช่าญี่ปุ่นนั้นมักจะอยู่อีกจุดหนึ่ง ซึ่งจะต้องนั่งรถออกไปโดยมีรถของบริษัทรถเช่ารับ-ส่ง ฟรีคอยให้บริการ เมื่อไปถึงสาขาตรวจสอบเอกสาร จากนั้นก็ไปรับรถรถเช่าก่อนขับรถออกมาควรตรวจสอบรถ เพื่อให้พนักงานบันทึกจุดที่มีรอยขูดขีดหรือรอยตำหนิต่างๆของรถเอาไว้ บริษัทให้บริการเช่ารถในญี่ปุ่นใหญ่ๆนั้น จะมีทำการปรับปรุงรถใหม่ทุกๆสองปี คุณจะได้มั่นใจว่ารถเช่าในญี่ปุ่นที่เราเช่าไปนั้นจะมีความสะดวกสะบาย ความปลอดภัย และได้รับการบำรุงรักษามาเป็นอย่างดี

วิธีการเช่ารถในญี่ปุ่นนั้นทางพนักงานของบริษัทจะให้คำแนะนำคุณเกี่ยวกับรถเช่า และแสดงให้ทราบถึงตำแหน่งของสัญลักษณ์ต่างๆ เกจวัด และคันบังคับต่างๆ เนื่องจากส่วนเหล่านี้อาจจะมีตำแหน่งที่แตกต่างไปจากรถของประเทศเรา นอกจากนี้พนักงานจะสาธิตถึงวิธีการใช้ระบบนำทางของรถยนต์และการตั้งค่าการเปลี่ยนภาษาอีกด้วย หน้าจอการใช้งานมีให้บริการถึง 4 ภาษา แต่การค้นหาและกำหนดจุดหมายแต่ละสถานที่อาจจะทำได้ยาก เนื่องจากฐานข้อมูลของสถานที่ต่างๆ มักจะมีแต่ภาษาญี่ปุ่น การค้นหาเส้นทางแนะนำค้นหาจากเบอร์โทรศัพท์ หรือ Mapcode จะแม่นยำที่สุด และเส้นทางที่จะไปแต่ละสถานที่ต้องผ่านทางด่วน เราขอแนะนำให้คุณเช่าบัตร ETC (Electronic Toll Collection) บัตรนี้จะช่วยให้คุณไม่ต้องรอคิวในการจ่ายเงินสดหรือบัตรเครดิต โดยทางบริษัทที่ให้เช่ารถญี่ปุ่นนั้นจะมีบริการให้เช่าบัตร ETC และสามารถชำระค่าผ่านทางทั้งหมดได้เมื่อคืนรถให้กับทางบริษัทรถเช่าญี่ปุ่น

เมื่อคุณได้ไปยังเคาน์เตอร์เพื่อรับรถ พนักงานของบริษัทรถเช่าญี่ปุ่นจะเน้นย้ำกฏต่างๆที่สำคัญ เนื่องจากเป็นกฏเฉพาะของประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น ป้ายจราจรภาษาญี่ปุ่น การเข้าช่อง ETC สำหรับทางด่วน และการฝ่าฝืนการจอดรถ ส่วนการเติมน้ำมันนั้นจะมีสถานีบริการน้ำมันตามจุดต่างๆทั่วประเทศญี่ปุ่น สถานีส่วนใหญ่จะพนักงานให้บริการตลอดเวลา ปลอดภัยสะดวก โดยพนักงานจะบอกได้ว่ารถเช่าญี่ปุ่นที่เราได้เช่ามานั้นต้องใช้น้ำมันประเภทไหน

             แม้ว่ากระแสการท่องเที่ยวในญี่ปุ่นจะขึ้นชื่อเรื่องระบบคมนาคมที่ทันสมัยและไปทั่วถึง แต่บางครั้งหากนักท่องเที่ยวชอบการเที่ยวญี่ปุ่นเองมักจะวางแผนไปเที่ยวในจุดที่ไกลจากตัวเมือง การ “เที่ยวญี่ปุ่นขับรถเอง” ก็เป็นอีกตัวเลือกนึงที่น่าสนใจ ที่จะทำให้เราเดินทางท่องเที่ยวอิสระตามใจ ยืดหยุ่นเวลาได้ ยิ่งถ้าไปเที่ยวกันเป็นกลุ่มใหญ่ยิ่งคุ้มค่า มาดูกันดีกว่าว่าการ ขับรถในญี่ปุ่น นั้นมีกฏกติกาและเงื่อนไขอะไรกันบ้าง โดยเราจะทำการแบ่งออกด้วยกัน 4 ส่วน ได้แก่ ใบขับขี่สากล การศึกษาจราจร การศึกษาเส้นทางและการใช้งาน GPS และ การใช้บัตร ETC Card

ขับรถเที่ยวญี่ปุ่น

ส่วนแรกคือ ใบขับขี่สากล การที่เราจะไป เที่ยวญี่ปุ่นขับรถเอง ได้นั้น จำเป็นจะต้องมีใบขับขี่สากลก่อน ซึ่งใบขับขี่สากลเปรียบเสมือนใบผ่านทางสำหรับการขับรถเที่ยวในญี่ปุ่น โดยที่ใบขับขี่สากลนั้นทำได้ที่ กรมการขนส่งทางบก ทั่วประเทศไทย ซึ่งขั้นตอนการขอใบขับขี่สากลนั้นก็ไม่ยาก เพียงมีแค่ใบขับขี่รถยนต์ในประเทศที่ยังไม่หมดอายุ และยื่นเอกสารที่กรมการขนส่ง จากนั้นเจ้าหน้าที่จะดำเนินการทำการตรวจสอบเอกสาร เมื่อผ่านแล้วจะทำการจ่ายค่าธรรมเนียมเพียง 505 บาท ระยะเวลาในการทำไม่นานเพียง 15-20 นาที และบัตรมีอายุการใช้งาน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ออกบัตร ใบขับขี่สากลนั้นนอกจากจะมีความสำคัญในด้านกฏหมายในญี่ปุ่นแล้ว เวลาไปเช่ารถในญี่ปุ่นจำเป็นต้องแสดงใบขับขี่สากลตัวจริงพร้อมพาสปอร์ต เพื่อยืนยันการจองรถเช่า ดังนั้นควรเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการดำเนินไป เที่ยวญี่ปุ่นขับรถเอง

ขับรถเที่ยวญี่ปุ่น

ส่วนที่สองคือการศึกษาเรื่องกฏจราจร การเที่ยวญี่ปุ่นขับรถเองนั้นนอกจากจะต้องศึกษาเส้นทางแล้วยังต้องศึกษากฏหมาย ข้อบังคับ และป้ายสัญลักษณ์ต่างๆอีกด้วย เพราะเป็นสิ่งจำเป็นในการเดินทาง หากไม่ศึกษาล่วงหน้าแล้วไปทำผิดกฏจราจรที่นั้นบอกเลยว่าไม่คุ้มกับค่าปรับที่จะต้องเสีย และอาจจะทำให้เกิดความล่าช้าในการขับรถเที่ยวญี่ปุ่นอีกด้วย การขับรถเที่ยวญี่ปุ่นนั้นจะคล้ายๆกับการขับรถเที่ยวที่ไทย เพราะลักษณะของรถนั้นเป็นพวงมาลัยอยู่ทางด้านขวา ขับรถเลนซ้าย หากจะแซงก็จะขับวิ่งในเลนขวา การขับรถที่ญี่ปุ่นเลี้ยวซ้ายจะไม่ผ่านตลอด จะต้องรอสัญญาณไฟ นอกจากว่าจะมีป้ายบอก เมื่อเจอ 4 แยกไฟแดงรถที่ไปทางซ้ายสามารถไปได้เลยแต่ต้องระวังคนข้ามถนนด้วย ส่วนรถที่จะเลี้ยวขวาก็ต้องรอเวลาที่เหมาะสมก่อนขับรถไปกลางแยก เพื่อที่จะเลี้ยวขวา และเปิดโอกาสให้ผู้คนที่ข้ามทางเท้านั้นข้ามไปก่อน

ขับรถเที่ยวญี่ปุ่น

ส่วนที่สามคือการศึกษาเส้นทางและการใช้งาน GPS เพราะก่อนออกเดินทางควรวางแผนให้ดี ตัวช่วยที่ดีที่สุดคือ Google Map ที่จะช่วยให้เราศึกษาเส้นทางล่วงหน้าเพื่อเพิ่มความคุ้นชินในการขับรถเที่ยวญี่ปุ่น ที่จะทำให้รู้ว่าแต่ละจุดนั้นจะมีจุดแวะพักระหว่างทางที่น่าสนใจไหม เผื่ออาจจะทำให้การเดินทางเที่ยวญี่ปุ่นขับรถเองสะดวกขึ้น นอกจาก GPS Google แล้ว GPS ในรถยนต์หรือแบบออฟไลน์ เป็นสิ่งคัญที่จะต้องมีไว้ติดกับตัวเองหรือรถ เพื่อเวลาเดินทางไปตามจุดต่างๆแล้วเกิดหลงหรือไม่แน่ใจ เราก็สามารถเอาตัวรอดได้จากการเปิด GPS ดู ส่วน GPS ออฟไลน์นั้นจะเป็นระบบที่เราได้ทำการโหลดเก็บไว้เผื่อหากเดินทางไปบางจุดแล้วไม่มีสัญญาณหรือสัญญาณขาดหายไป เราจะได้เดินทางต่อได้ โดยไม่มีอะไรขัด แต่โดยส่วนใหญ่แล้วตัวแทนให้บริการรถเช่าในญี่ปุ่นรถทุกคันจะมี GPS ไว้ให้ในรถ การใช้งานก็ไม่ยากเพียงค้นหาเส้นทางด้วยเบอร์โทรศัพท์ หรือ Mapcode ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องมีการเตรียมตัวหาข้อมูลก่อนเดินทางไปขับรถเที่ยวญี่ปุ่น

ขับรถเที่ยวญี่ปุ่น

และส่วนสุดท้ายคือการใช้บัตร ETC Card เป็นบัตรที่ใช้บริการบนทางด่วน (Electronic Toll Collection) ก็จะมีคุณสมบัติคล้ายกับบัตร Easy Pass ของไทยเลย โดยหลักการทำงานนั้นก็จะเหมือนกันคือ ในบัตรจะมีวงเงินให้เราใช้ได้ไม่จำกัด เพียงแค่เราขับรถผ่านช่องทาง ETC สีม่วง เมื่อเราทำการผ่านช่อง ETC ไประบบก็จะทำการหักเงินในบัตรอัตโนมัติ ซึ่งมันจะทำให้เราสะดวกและประหยัดเวลาได้มากกว่า เมื่อมาคืนรถที่สาขารถเช่า เราก็จ่ายค่าทางด่วนที่ใช้ไปทั้งหมดที่สาขารถเช่าที่ให้บริการ หากเราสนใจที่จะเช่าบัตร ETC นั้น ทางบริษัทเช่ารถในญี่ปุ่นก็จะมีให้เช่าอยู่แล้ว จะมีบัตร ETC Card ใช้จ่ายตามจริงที่ใช้งาน กับแบบเหมาจ่ายตามวันที่เช่ารถให้บริการ (บัตรเหมาจ่ายมีให้บริการบางสาขาตามเงื่อนไขการให้บริการของบริษัทรถเช่านั้นๆ)