ผ่านฤดูหนาวมาได้ไม่นาน ฤดูใบไม้ผลิยังไม่ทันจากลา ฤดูร้อนของปี 2017 ก็ใกล้จะมาเยือนแล้วนะคะ เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน ช่วงนี้รู้สึกเหนื่อยๆจากงาน หรือสิ่งที่ทำอยู่บ้างมั้ยคะ วันนี้เราจะมานำเสนอ 5 กิจกรรมท้าทายในโอกินาว่า ที่จะมาทำให้พลังของทุกคนกลับขึ้นมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง พร้อมออกไปเที่ยวกันหรือยัง ? เตรียมหัวใจมา แล้วไปกันเลย !

1. Flying Board มนุษย์เหินน้ำ จะยืนบนน้ำให้ดู

Flying Board

ถ้าพูดถึงกิจกรรมทางน้ำที่จะได้ใช้พละกำลังอย่างสุดเหวี่ยง คงหนีไม่พ้นกิจกรรมสุดเจ๋ง “Flying Board” กิจกรรมที่จะทำให้คุณเป็น “มนุษย์เหินน้ำ” ยืนบนท้องทะเลโอกินาว่าได้เหมือนกับซุปเปอร์ฮีโร่ โดยกิจกรรมนี้จะให้ผู้เล่นยืนอยู่บนกระดาน 1 แผ่น และจะถูกล็อคไว้ในท่านั้น จากนั้นจะใช้แรงดันอัดฉีดน้ำทำให้ผู้เล่นสามารถลอยอยู่กลางอากาศได้ อาจจะดูยากไปสักนิด แต่ที่โอกินาว่ามีการสอนก่อนขึ้นไปเล่นจริงประมาณ 10 นาที หากชินกับการบังคับท่ายืนแล้ว จะลอยไปทิศทางใดก็ได้อย่าง่ายดาย เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นใครก็สามารถเล่นกีฬาชนิดนี้ได้แน่นอนค่ะ สำหรับคนที่เล่นเก่งแล้ว จะเล่นในระดับที่ยากขึ้นก็ได้ ลองเปลี่ยนจาก “Flying Board” มาเป็น “Jet Blade” ดูสิคะ วิธีเล่นเหมือนกันกับ Flying Board เพียงแต่เพิ่มกระดานเป็น 2 แผ่น คราวนี้ผู้เล่นจะควบคุมทิศทางและโบยบินไปในท้องท้องได้อย่างอิสระกว่าเดิมเลยล่ะค่ะ

2. ลงลึกใต้ทะเล สำรวจบ่อน้ำลึกลับ Toori Ike (通り池)

Toori Ike (通り池)

กิจกรรมชนิดต่อไปที่จะแนะนำคือกิจกรรมที่ขาดไปไม่ได้เลย เมื่อไปทะเล กิจกรรมที่ว่า คือ “ดำน้ำ” นั่นเองค่ะ ที่เกาะอันห่างไกลของโอกินาว่า “มิยาโกะชิมะ” (宮古島) มีบ่อน้ำ “Toori Ike” (通り池) บ่อน้ำลึกลับ 2 บ่อ ที่มีถ้ำเชื่อมติดกับทะเล และมีพื้นดินด้านล่างที่เชื่อมติดกัน ในช่วงเวลาที่น้ำขึ้น สีของน้ำจะเปลี่ยนไปตามอากาศ

Toori Ike (通り池)

ความงดงามของบ่อน้ำแห่งนี้ ทำให้ได้รับรางวัลระดับประเทศให้เป็น “ธรรมชาติที่ควรค่าแก่การเก็บเป็นที่ระลึก” (天然記念物) นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นสถานที่ยอดนิยมของนักดำน้ำระดับสูง รวมทั้งทัวร์ดำน้ำที่จะพาคุณเข้า-ออกบ่อน้ำจากฝั่งทะเล สำหรับคนที่ไม่มีใบอนุญาตให้ดำน้ำ ไม่ต้องเสียใจไป ลองมาชมความลึกลับของบ่อน้ำจากด้านบนกันก่อน รับรองว่าน่าค้นหาไม่แพ้กันเลยค่ะ

3. SUP เดินเล่นกลางทะเล ค้นหาปะการังและปลาเขตร้อน

SUP

กิจกรรมชนิดต่อไปที่จะแนะนำ เรียกว่าเป็นตัวแทนไกด์โอกินาว่า ที่จะพาคุณไปสัมผัสความงดงามของทะเลสีฟ้าใสของโอกินาว่ากันค่ะ กิจกรรมนั้นก็คือ “SUP” กิจกรรมนี้ผู้เล่นจะยืนอยู่บนกระดาน และใช้ไม้พายบังคับทิศทาง ต่างจากการเล่นเซิร์ฟ ที่ต้องโต้คลื่นแรงๆ และไม่ยากเท่าการเล่นเซิร์ฟ อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมที่เล่นกันได้ทั้งครอบครัว ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ มือใหม่หัดเล่นก็ร่วมสนุกได้

ยิ่งไปกว่านั้น ระหว่างที่โต้คลื่นก็สามารถชมความงดงามของปะการังและปลาในเขตร้อนที่อาศัยอยู่ในโอกินาว่าได้อีกด้วย นอกจากนี้ ทะเลที่โอกินาว่ามีพื้นทะเลที่ต่ำและมีหินอยู่เยอะ ดังนั้น จะสามารถเล่นเซิร์ฟได้เฉพาะช่วงที่น้ำขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าเป็น SUP ละก็ อยากจะมาโต้คลื่น เดินเล่นสำรวจทะเลเมื่อไหร่ก็ทำได้

4. River Trekking สวมวิญญาณทาร์ซาน ชมความงามน้ำตก Tataki (ター滝)

Tataki (ター滝)

ถ้าพูดถึงโอกินาว่า ทุกคนคงนึกถึงทะเล แต่นอกจากทะเลแล้ว ที่โอกินาว่ายังมีกิจกรรมต่างๆอีกมากมายรอให้คุณไปสัมผัส กิจกรรมที่ 4 ที่เราจะนำเสนอ คือ “River Trekking” หรือ การเดินป่าไปตามแนวแม่น้ำ นั่นเองค่ะ กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมชื่อดังของ “อุทยานแห่งชาติ  Yanbaru” (やんばる国立公園) ที่ตั้งอยู่ทางเหนือของโอกินาว่า นักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินไปกับพืชพรรณธรรมชาติอันงดงามของโอกินาว่า ระหว่างเดินทางลัดเลาะแม่น้ำไปยังน้ำตก Tataki (ター滝) ใช้เวลาเดินทางเพียง 30 นาทีเท่านั้น ก็ถึงจุดหมาย เดินสำรวจธรรมชาติไป เล่นน้ำไป ฟังดูน่าสนุกไม่น้อยเลยใช่มั้ยล่ะคะ แต่ความเด็ดของที่นี่อยู่ที่น้ำตกTataki (ター滝) เพราะมีจุดให้กระโดดเชือกแบบทาซานได้ หรือ จะว่ายน้ำเล่นในลำธารด้านล่างของของน้ำตก รับรองว่าสดชื่น เหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้งเลยล่ะค่ะ

5. Sea Kayak เรือน้อยท่องไปในทะเล ชมสุดยอดวิวที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

Sea Kayak

กิจกรรมท้าทายสุดท้ายที่จะนำเสนอ คือ “Sea Kayak” (シーカヤック) หรือ การพายเรือคายัคแบบหนึ่งนั่นเองค่ะ ครั้งนี้เราจะพายเรือคายัคออกไปค้นหาวิวที่ไม่สามารถหาชมได้จากบนฝั่ง กิจกรรมนี้อาจจะต้องใช้พลังงานกันเยอะหน่อย แต่หากทำตามคำแนะนำของไกด์ รับรองว่าผ่านฉลุย! นอกจากจะได้พายเรือรับลมทะเลอย่างสบายใจแล้ว ขึ้นอยู่กับทัวร์ที่เลือก นักท่องเที่ยวสามารถไปเยี่ยมชมเกาะที่ไม่มีคนอาศัยอยู่ และทานอาหารกลางวัน พร้อมดื่มกาแฟที่นั่นกันชิวๆ นอกจากนี้ยังใช้ “สน็อกเกิ้ล” ลงไปสำรวจทะเลอย่างใกล้ชิดได้อีกด้วย

mangrove kayak

ทัวร์ที่แนะนำอีกอย่าง คือ “mangrove kayak” (マングローブカヤック) ที่เกาะ “อิริโอะโมะเตะ” (西表島) ของโอกินาว่า สามารถพายเรือคายัคชมป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์ของโอกินาว่า เป็นทัวร์ที่ท้าทายและน่าสนุกไปอีกแบบ แม้ว่าการพายเรือคายัคออกจากฝั่งนั้นจะยาก แต่ทัวร์นี้จะพาท่านไปสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด รับรองว่าเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าอย่างแน่นอนค่ะ

กิจกรรมสุดเจ๋งที่ต้องลอง ไม่ไปไม่ได้แล้ว โอกินาว่า !

เป็นยังไงกันบ้างคะ กิจกรรมที่แนะนำไปในวันนี้ ท้าทายและเจ๋งสุดๆเลยใช่มั้ยล่ะ ความท้าทายและความสวยงามของธรรมชาติจะทำให้ทุกคนกระปรี้กระเปร่า และเรียกพลังด้านบวกในตัวของทุกคนออกมาได้อย่างแน่นอน ถ้าพร้อมไปท้าทายกิจกรรมสุดเจ๋งแล้ว วันหยุดหน้าออกเดินทางไปค้นพบโอกินาว่ากันเลย !

ขอบคุณข้อมูลจาก anngle.org

ถ้าพูดถึงสถานที่ยอดนิยมที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ถ้ำสีฟ้า” หลายคนคงจะนึกถึง “Blue Grotto” หรือถ้ำสีฟ้าคริสตัลในประเทศอิตาลี และ “Ao no Doukutsu” (青の洞窟) หรือถ้ำสีฟ้าของโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่นอย่างแน่นอน วันนี้เราจึงจะพาคุณไปรู้จักกับ “ถ้ำสีฟ้าของโอกินาว่า” แบบเจาะลึก รวมถึงเหตุผลที่ทำให้ถ้ำสีฟ้ามองเห็นเป็นสีฟ้า และแนะนำสถานที่อำนวยความสะดวกสำหรับผู้ที่กำลังวางแผนจะไปดำน้ำอีกด้วย

เกี่ยวกับถ้ำสีฟ้าของโอกินาว่า

สำหรับ “Ao no Doukutsu” หรือถ้ำสีฟ้า เป็นจุดดำน้ำที่ถือเป็นตัวแทนของจังหวัดโอกินาว่าเลยก็ว่าได้ และยังเป็นสถานที่ที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงอย่างแพร่หลายทั้งในนิตยสารท่องเที่ยวและรายการโทรทัศน์ต่าง ๆ และยิ่งไปกว่านั้น เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่แห่งนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับชาวต่างชาติที่แวะเวียนมากันทุกปี มากสุดถึงวันละ 1,000 คน อีกทั้งในช่วงฤดูร้อนจะมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนที่ถ้ำสีฟ้ากันอย่างคับคั่งเป็นพิเศษ

โอกินาว่ามีโขดหินที่เรียกกันว่า “หินปูนริวกิว” อยู่จำนวนมาก ซึ่งเป็นโขดหินที่เกิดจากการทับถมของปะการัง ด้วยคุณสมบัติที่อ่อนนุ่มและถูกกัดกร่อนได้ง่าย จึงเกิดเป็นถ้ำจำนวนมากในโอกินาว่านั่นเอง และถึงแม้จะมีถ้ำจำนวนมากในโอกินาว่า แต่ส่วนใหญ่มักเป็นถ้ำที่อยู่บนพื้นดินและในท้องทะเล ส่วนถ้ำที่อยู่กึ่งกลางระหว่างทะเลและพื้นดินอย่างถ้ำสีฟ้าที่เรากำลังพูดนี้ ถือเป็นถ้ำที่พบเห็นได้ยากเลยก็ว่าได้ และในบรรดาถ้ำที่หาดูได้ยากนั้น ถ้ำสีฟ้าแห่งนี้ยังมีรูปลักษณ์ที่งดงามหาชมที่ไหนอีกไม่ได้ จนถึงอาจเรียกได้ว่าเป็น “ถ้ำแห่งความมหัศจรรย์”

เมื่อไม่นานมีการค้นพบถ้ำที่เรียกกันว่าเป็น “ถ้ำสีฟ้า” ทั้งในเกาะมิยาโกะและเกาะอิชิกากิ ซึ่งทั้งสองถ้ำที่เอ่ยมานั้นล้วนแต่งดงามไม่แพ้กัน อย่างไรก็ตาม ถ้าพูดถึงถ้ำสีฟ้าที่มีสามารถมองเห็นวิวได้สวย ๆ และมีความกว้างใหญ่ที่สุดก็คงหนีไม่พ้นถ้ำสีฟ้าในเขต “อนนะซอน” (恩納村) ที่แห่งนี้มีความลึกของน้ำภายในถ้ำที่น่าท้าทายและภูมิประเทศที่ตั้งอันโดดเด่นเฉพาะตัว อีกทั้ง ด้านนอกของถ้ำยังมีความโดดเด่นอยู่ที่ฝูงปลาจำนวนมากอีกด้วย และเนื่องจากทั้งหมดล้วนแต่เรียกกันว่า “Ao no Doukutsu” หรือถ้ำสีฟ้า อาจทำให้เกิดปัญญาผิดพลาดในการจองทัวร์ เพราะยังมีถ้ำสีฟ้าอีกจำนวนมากที่นอกเหนือจากในเกาะหลักโอกินาว่า เขตอนนะซอนที่เราได้กล่าวไป เพราะฉะนั้นจึงควรให้ตรวจสอบกับทัวร์ให้แน่ใจเสียก่อน

เหตุผลที่ทำให้ถ้ำสีฟ้ามองเห็นเป็นสีฟ้า

ในการอธิบายเหตุผลที่ทำให้ถ้ำสีฟ้ามองเห็นเป็นสีฟ้านั้นค่อนข้างมีความยุ่งยากเล็กน้อย เราจึงขอนำเสนอโดยอธิบายอย่างง่าย ๆ ดังนี้

ถึงแม้ว่าแสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องมายังโลกจะมองเห็นเป็นสีขาว (ไม่มีสี) แต่ความเป็นจริงแล้ว แสงดังกล่าวปะปนอยู่กับแสงหลากหลายสีสัน ให้ลองนึกภาพของ “รุ้งกินน้ำ” อาจทำให้ผู้อ่านมองเห็นภาพของสิ่งที่เราได้กล่าวไปข้างต้นได้ง่ายขึ้น ความแตกต่างของสีสันจากแสงขึ้นอยู่กับความแตกต่างของความยาวคลื่นแสงด้วย โดยความยาวคลื่นแสงจะเรียงเป็นสีฟ้าหรือสีน้ำเงิน, สีเขียว และสีแดงตามลำดับ เมื่อคลื่นแสงที่มีความยาวมากถูกส่งลงไปยังใต้น้ำจะทำให้แสงถูกดูดซับและจางหายไปทีละน้อย แต่ในทางกลับกัน คลื่นแสงสีฟ้าที่มีความยาวสั้นจะถูกดูดซับได้ยากทำให้แสงที่ส่องผ่านน้ำสามารถผ่านได้แค่สีฟ้าเท่านั้น จึงทำให้มองเห็นเป็นสีฟ้านั่นเอง ซึ่งคำอธิบายดังกล่าวเป็นหลักการเดียวกันกับเหตุผลที่ท้องฟ้าที่มีสีฟ้านั่นเอง ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้แสงที่ส่องผ่านน้ำสามารถมองเห็นเป็นสีฟ้าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนของโลกก็ตาม

ต่อไปเราจะมาพูดถึงเหตุผลที่ว่า เพราะเหตุใดถ้ำสีฟ้าจึงได้รับความนิยมเช่นนี้ ซึ่งมันเกี่ยวข้องกับความโดดเด่นเฉพาะตัวของที่ตั้งภูมิประเทศด้วย ในบริเวณที่ตั้งของถ้ำสีฟ้าเราจะสามารถมองเห็นผิวน้ำเป็นสีฟ้าได้อย่างชัดเจน นั่นก็เพราะบนพื้นดินจะมีบรรยากาศมืดครึ้มทำให้แสงจากดวงอาทิตย์ลอดผ่านโขดหินหนาทึบได้ยาก แต่ทว่า โขดหินในน้ำมักจะมีลักษณะเป็นรูเปิดกว้างทำให้แสงจำนวนมากสามารถลอดผ่านได้นั่นเอง

ถึงแม้ว่าบนพื้นดินจะมีบรรยากาศมืดครึ้ม แต่ในน้ำยังมีความสว่างจึงทำให้เกิดเป็นประกายแวววาวราวกับแสงไฟถูกสาดส่องไปยังบนผิวน้ำ ประกายแวววาวของแสงดังกล่าวถูกสาดส่องลงไปยังใต้ท้องทะเล ซึ่งมีแค่สีฟ้าเท่านั้นที่สามารถลอดผ่านน้ำได้อย่างที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้น ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ผิวน้ำถูกย้อมไปด้วยสีฟ้าเพียงสีเดียว และนั่นก็คือเหตุผลที่ทำให้ถ้ำสีฟ้าสามารถมองเห็นเป็นสีฟ้าประกายแวววาว ซึ่งคล้ายคลึงกับหลักการที่อธิบายว่าทำไมตอนที่เราดำน้ำอยู่ในน้ำจึงมองเห็นเป็นสีฟ้าเช่นกัน ส่วนที่ลึกเข้าไปในถ้ำสีฟ้าแสงแทบจะส่องเข้าไม่ถึงจึงเกิดเป็นความมืด แต่หากมองออกมาจากในถ้ำสีฟ้า จะทำให้เรามองเห็นแสงเปล่งประกายที่ส่องลงมาในทะเลได้ชัดเจน จึงไม่แปลกหากเราจะเรียก “ถ้ำสีฟ้าของโอกินาว่า” ว่าเป็นผลงานศิลปะที่เกิดขึ้นอย่างบังเอิญโดยธรรมชาติ หากผู้อ่านยังมองไม่เห็นภาพแล้วล่ะก็ เราอยากให้ลองจินตนาการภาพของถ้ำสีฟ้าเอาไว้ในหัวและลองมาสัมผัสมุมมองใหม่ที่จะได้เห็นด้วยตัวเอง

สิ่งก่อสร้างในแหลมมาเอดะที่ตั้งอยู่ในบริเวณถ้ำสีฟ้า

สิ่งก่อสร้างที่ตั้งอยู่บนพื้นดินในแหลมมาเอดะ (真栄田岬) บริเวณถ้ำสีฟ้านั้น ถูกปรับปรุงพื้นที่ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับสวนสาธารณะ มาพร้อมกับห้องอาบน้ำและห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าทำให้ผู้ที่มาดำน้ำได้รับความสะดวกสบาย อีกทั้ง ยังมีสถานที่ชมวิวทิวทัศน์อีกมากมายคอยต้อนรับผู้ที่ไม่ได้มาดำน้ำอีกด้วย บริเวณรอบ ๆ จะเป็นถนนสำหรับเดินเล่น คุณจึงสามารถเดินชมวิวรอบ ๆ แหลมมาเอดะได้ นอกจากนี้ยังมีจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่ขึ้นชื่อทางฝั่งตรงข้ามของแหลม (ฝั่งทิศตะวันตก) ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีสถานีตำรวจใกล้ ๆ คอยดูแลความปลอดภัยของทุกท่านจึงสามารถสนุกสนานได้อย่างไร้กังวล โดยสถานที่ดังกล่าวเปิดให้ทุกคนสามารถเข้าใช้ได้ เพียงแต่จะคิดค่าบริการจอดรถแทนค่าใช้บริการสถานที่ ราคาก็ย่อมเยาเพียง 1 ชั่วโมงละ 100 เยนเท่านั้น การจอดรถฟรีในบริเวณใกล้ ๆ สถานที่ดังกล่าวเป็นเขตของเกษตรกรผู้อยู่อาศัยในบริเวณนั้น เนื่องจากจะก่อให้เกิดความรบกวนผู้อยู่อาศัยจึงขอความร่วมมือให้มาใช้บริการที่จอดรถของแหลมมาเอดะกันนะคะ นอกจากนี้ ยังมีข้อควรระวังในการใช้สถานที่อีกมากมาย และเนื่องจากเป็นสถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวแวะวเวียนมาจำนวนมาก จึงขอความร่วมมือในการรักษากฎและศีลธรรมด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติม
ค่าบริการลานจอดรถ : ชั่วโมงละ 100 เยน สามารถจอดรถได้สูงสุด 180 คัน รถขนาดใหญ่ต้องทำการจองล่วงหน้าและมีค่าบริการเพิ่มเติม
ค่าบริการห้องอาบน้ำ : ครั้งละ 200 เยน เป็นห้องอาบน้ำแยกชาย-หญิง อย่างละ 10 ห้อง
ตู้ฝากสัมภาระ : ครั้งละ 100 เยน
สถานที่ดังกล่าวมีให้บริการห้องน้ำ, เครื่องเป่าผม และกล้องส่องทางไกล นอกจากนี้ ยังมีสนามหญ้าลานกว้าง, ถนนสำหรับเดินเล่น และร้านค้าที่เปิดจำหน่ายอาหารว่าง อีกทั้ง ยังมีการติดตั้งเครื่องมือช่วยชีวิตหรือ AED, เปลาหามคนเจ็บ และกล่องปฐมพยาบาล สำหรับเหตุฉุกเฉินด้วย

สำหรับเวลาเปิดทำการของสถานที่และลานจอดรถนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล นอกจากนี้ ทางสถานีตำรวจอาจมีการออกคำสั่งห้ามว่ายน้ำอันเนื่องมาจากสภาพความแปรปวนของน้ำทะเล จึงขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวให้ปฏิบัติตามด้วย รายละเอียดอื่น ๆ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ maedamisaki.jp (มีข้อมูลภาษาอังกฤษ)

ที่มา : bluecavenaviveltraslowlife-msokinawa-divingdiving20anngle.org

          จังหวัดโอกินาวาคงเป็นอีกหนึ่งในจังหวัดในใจของใครหลายๆ คน เพราะด้วยที่จังหวัดโอกินาวานั้นเป็นเกาะที่อยู่ทางตอนใต้สุดของประเทศญี่ปุ่นที่ห่างจากเกาะใหญ่กันถึง 700 กว่ากิโลเมตร แต่เรื่องความห่างไกลไม่ได้เป็นปัญหาเพราะตอนนี้หลายสายการบินก็มีบินไปลงที่เกาะโอกินาวาไม่ว่าจะเป็น Peach airline ที่มีเที่ยวบินตรงไปลงที่โอกินาวาเลย
          สำหรับกระทู้นี้เราจะมาแนะนำ 7 วิวของเกาะใต้สุดญี่ปุ่นที่มีวิวสวยระดับโลกเลยก็ว่าได้ ด้วยความที่นำทะเลใสมองเห็นตัวปลา หาดทรายสีขาวสดใสซึ่งเราจะได้เจอเม็ดทรายเป็นรูปดาวที่มีขายเป็นของฝากเลยหล่ะค่ะ (สำหรับช่วงเวลาที่เหมามาท่องเที่ยวก็ช่วง ฤดูหนาวไปถึงใบไม้ผลิที่ค่อนข้างเป็นช่วงท่องเที่ยวที่ดีที่สุด เพราะด้วยอากาศที่ไม่ร้อนจนเกินไปบวกกันกับฟ้าสวยทะเลใสก็ช่วงนี้นี่แหละค่ะเป็นช่วงดีที่สุด)
Beach Kumejima Hatenohama (はての浜)
          วิวที่เราจะแนะนำแรกนี้ก็ชายหาดโอกินาว่านั่นเอง Kumejima เป็นเกาะที่อยู่ห่างไกลออกไปทางตะวันตกของเกาะหลักโอกินาวา เดินทางจากเกาะหลักโดยเครื่องบินราว 30 นาที หรือนั่งเรือเฟอร์รี่จากเกาะหลักใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง ด้วยภาพบรรยากาศท้องทะเลล้อมรอบแบบ 360 องศาจึงไม่แปลกที่ชายหาดแห่งนี้จะถูกเลือกเป็นสถานที่ถ่ายทำทีวีหรือนิตยสาร
Blue Cave (青の洞窟)
          เกาะที่รายล้อมด้วยทะเลก็คงเลี่ยงกิจกรรมทางทะเลไม่ได้ แต่มีหนึ่งสถานที่ทำให้แอดมินนึกถึง Blue grotto มหัศจรรย์ถ้ำแสงสีน้ำเงินของประเทศอิตาลี่ จากการกัดเซาะของน้ำทะเลทำให้เกิดถ้ำนึ่งขึ้นที่แหลม Meiwada ในหมู่บ้าน Onna และแสงแดดสะท้อนผืนน้ำทำให้เห็นน้ำสีฟ้าสดใสแม้ภายในถ้ำจะมืดก็ตามและเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลชั้นนำของเมืองโอะกินาวาที่คุณอาจไม่เคยเห็นมาก่อน
Kourio Bridge (古宇利大橋)
          เกาะสวยที่ล้อมรอบด้วยทะเลสีเขียวมรกต มีชายหาดทะเลน้ำตื้นที่สามารถเดินเล่นถ่ายรูปได้ตามอัธยาศัย นอกจากนี้ยังสามารถดำน้ำดูปลาและปะการังได้ด้วย และถึงจะเป็นเกาะแต่ก็สามารถเดินทางไปได้ง่าย ๆ โดยรถยนต์ เพราะเกาะโคริแห่งนี้มีสะพานข้ามมาจากเกาะหลักเลย สะพานโคริเป็นสะพานที่เชื่อมจากเกาะยางาจิบนแผ่นดินหลักของโอกินาว่าไปยังเกาะโคริ มีความยาวถึง 1,960 เมตร โดยเป็นสะพานที่ยาวที่สุดในโอกินาว่า ระหว่างที่ขับรถข้ามสะพานก็สามารถเพลิดเพลินไปกับวิวทะเลรอบด้านได้
Shimoji (下地島)
          หมู่เกาะมิยาโกะห่างไป 300 กิโลเมตรทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะโอกินาวา ส่วนสำคัญของลานฝึกบินของนังบินในญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็น Japan Airline หรือ All nippon airways ซึ่งคุณโชคดีมากๆ ถ้าเกิดได้มาช่วงที่ทดลองบินจะได้เห็นเครื่องบินในระยะใกล้ๆ พร้อมกับวิวน้ำทะเลแสนสดใสในพร้อมๆ กัน
Valley of Gangala (ガンガラーの谷)
          ความอัศจรรย์ของธรรมชาติ เกิดเป็นหุบเขาในป่าเขตร้อนที่เกิดขึ้นโดยการยุบสถานที่ที่ถ้ำหินปูนนับร้อยพันปีก่อนหน้า นอกจากนั้นยังมีถ้ำขนาดใหญ่และหินงอกหินย้อยรูปทรงแปลกประหลาด ต้นไม้พันธุ์ไม้นานาชนิด ทั้งต้นไทรสูง 20 เมตร และกอไผ่พันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก พื้นที่แห่งนี้จึงเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง การเข้าชมต้องจองล่วงหน้าก่อน 1 วัน โดยจะมีไกด์พาเราเดินเที่ยวใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที แต่ถ้าอยากแวะมานั่งจิบชาที่ร้านคาเฟ่เก๋ๆ ภายในถ้ำ ก็ให้บรรยากาศตราตรึงใจไม่แพ้กัน 
Happy Cliff, Kafu Banta (果報バンタ) 
          ตั้งอยู่บนเกาะ Miyagi สามารถเดินทางด้วยรถเช่าขับข้ามมาเกาะนี้ได้ ในส่วนของที่มือชื่อเสียงที่สุดของเกาะนี้ก็คงเป็นจุดชมวิวแหลมที่ยื่นลงไปในทะเล บนความสูงประมาณ 120 เมตร หาดทรายสีขาวที่มองเห็นได้จากบนแหลมซึ่งมีความสวยงามจนต้องหลงรักโอกินาวาเลยหล่ะค่ะ
Nishi Pier (西桟橋)
          ท่าเรือ Taketomijima / west เกาะแห่งประวัติศาสตร์มากมายของโอกินาวาหลงเหลืออยู่ ทั้งยังมีความสวยงามของธรรมชาติ ดึงดูดผู้คน นักท่องเที่ยวให้มาเยือนได้เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นทะเลสีเขียวมรกตระหว่างวันหรือจะภาพพระอาทิตย์ตกที่สะพานนิชิซังเป็นภาพที่สวยมากๆ หากได้ชมพระอาทิตย์ที่ท่าเรือฝั่งทิศตะวันออกจมลับเส้นขอบฟ้าหายไป ย้อมท้องฟ้าและน้ำทะเลให้กลายเป็นสีส้ม เป็นภาพที่อยากจะเก็บไว้ในความทรงจำเสียเหลือเกิน
Cr. Retrip